การให้ความช่วยเหลือ การสนับสนุนทางจิตใจแก่หญิงให้นมบุตร

 เรียบเรียงโดย

  • รศ. พัชรี วรกิจพูนผล, รองศาสตราจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ดาราวรรณ ศิระกมล, หัวหน้าหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สมชาติ ศรีจันทร์ตา, ผู้ช่วยพยาบาลประจำหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด 2 และคลินิกนมแม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทนำ

การรณรงค์ให้ทารกได้รับการเลี้ยงด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือนไม่ได้เป็นเพียงนโยบายระดับประเทศ แต่เป็นการรณรงค์ทั่วโลกเพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วน  ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและการป้องกันการติดเชื้อ  การลดโอกาสการเกิดภูมิแพ้ และทำให้มีพัฒนาการสมวัย ทั้งนี้ในกลุ่มทารกเกิดก่อนกำหนดมีรายงานอัตราการได้รับนมแม่ของทารกเกิดก่อนกำหนดซึ่งพบว่า ทารกที่อยู่ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤตได้รับนมแม่เป็นอาหารมื้อแรกร้อยละ 41 และร้อยละ 83 ที่ได้รับนมแม่เป็นอาหารขณะที่รับการรักษาอยู่ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต และลดลงเหลือร้อยละ 64 ขณะที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาล เมื่อพิจารณาถึงอายุครรภ์พบว่า อายุครรภ์มากขึ้น การได้รับนมแม่เป็นอาหารมื้อแรกลดลง เช่น ทารกอายุครรภ์น้อยกว่า 29 สัปดาห์และทารกอายุครรภ์ 33-34 สัปดาห์ได้รับนมแม่เป็นอาหารมื้อแรกร้อยละ 73 และ 21 ตามลำดับ (Yip, Lee, & Sheehy, 2006) ส่วนในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ อัตราการได้รับนมแม่ของทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม ในปี พ.ศ. 2549 และ 2550 เท่ากับร้อยละ 18.24, 26.32 ตามลำดับ (หอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, 2551) ซึ่งจะเห็นได้ว่าอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ปัญหาอาจเกิดจากการไม่มีน้ำนม มีน้ำนมไม่เพียงพอ ความเครียดและกังวลของหญิงให้นมบุตร  ทั้งนี้มีการศึกษาที่พบว่า เจตคติต่อการให้นมแม่ และบรรทัดฐานของกลุ่มผู้ใกล้ชิดเกี่ยวกับการให้นมแม่เป็นตัวแปลในการทำนายความตั้งใจในการให้นมบุตรของมารดาทารกเกิดก่อนกำหนด (ขวัญหทัย กัณทะโรจน์, ศรีพรรณ กันธวังและมาลี เอื้ออำนวย, 2550; Wheeler, Chapman, Johnson, & Langdon, 2000) ห้นมแม่ส่งผลต่อควอหรือบีบอุ่นและเป็นกัเอง้ำนมยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลต่อ ดังนั้นการช่วยเหลือหญิงให้นมบุตรและสร้างทัศนคติที่ดีต่อการให้นม จึงเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างมาก การช่วยเหลือหญิงให้นมบุตรนั้นไม่ได้สำเร็จทันทีในการช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวแต่หากต้องใช้เวลาหลายครั้ง ทั้งนี้การช่วยเหลือนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากหญิงให้นมบุตร แม้ว่าในหน่วยงานต่างๆ จะมีแนวปฏิบัติในการช่วยเหลือแต่หาก หญิงให้นมบุตรไม่ให้ความร่วมมือ การประสบความสำเร็จก็เป็นไปได้ค่อนข้างช้า รวมทั้งบุคลากรผู้ที่ให้ความช่วยเหลือถือว่าเป็นกลุ่มผู้ใกล้ชิดเกี่ยวกับการให้นมแม่และมีอิทธิพลอย่างสูงต่อความสำเร็จ

หญิงให้นมบุตรโดยเฉพาะในระยะหลังคลอดใหม่ๆ มักอยู่ในช่วงที่มีความรู้สึกเจ็บปวดจากการเจ็บบาดแผลหลังคลอดของตนเอง กังวลกับการเจ็บป่วยของบุตรที่ต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต กิจกรรมการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแพทย์มีคำสั่งว่า ต้องนำน้ำนมแม่ 1  ซีซี เพื่อให้เป็นอาหารมื้อแรกของบุตรเพื่อป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร หญิงให้นมบุตรในรายที่น้ำนมยังไม่มา ไม่รู้สึกคัดตึง ไม่มีน้ำนม จะมีความเครียดสูง ทีมผู้ดูแลทารกทั้งพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลควรใช้เทคนิคช่วยเหลือโดยวิธีการดูดน้ำนมด้วยกระบอกสูบ (syringe) ขั้นตอนการปฏิบัติดังกล่าวนั้นไม่ยุ่งยากแต่ในการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนทีท่าของบุคลากรมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อ ความเครียดและความวิตกกังวลของมารดาหลังคลอด การอธิบายถึงขั้นตอนว่าการช่วยเหลือจากที่มีไม่มีน้ำนม ให้มีน้ำนมนั้นทำได้อย่างไร และการช่วยเหลือในกรณี ที่มีอาการคัดตึงเต้านมแต่ไม่สามารถบีบเอาน้ำนมออกได้นั้นควรทำอย่างไรบ้าง นอกจากนี้การประเมินความรู้สึกของหญิงให้นมบุตรในระยะหลังคลอดตลอดเวลาของการช่วยเหลือ เช่น การแนะนำว่าหากมารดารู้สึกเจ็บปวดควรพูดและระบายออกมามากกว่าการอดทนเก็บไว้ ดังตัวอย่างการพูดดังนี้

ถ้าเจ็บก็ต้องบอกว่า เจ็บ อย่าเก็บไว้ ความเจ็บจะได้อยู่ที่ปากและพูดออกมา แต่ถ้าไม่พูดแล้วแสดงอาการเจ็บ เช่น เกร็งตัว ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหดรัดตัว ยิ่งทำให้เจ็บมากขึ้น พยายามอย่าฝืนหรือขัดขืนธรรมชาตินะคะ การผ่อนคลายจะช่วยให้น้ำนมไหลได้ดี”

ความเจ็บปวดของหญิงที่มีอาการคัดตึงเต้านมนั้น รุนแรงมากจนผู้หญิงหลายคนบอกว่า “เจ็บยิ่งกว่าคลอดลูกอีก” อิทธิพลทางจิตใจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญดังนั้นบุคลากรที่ช่วยเหลือต้องเข้าใจและปฏิบัติตามขั้นตอนตามแนวปฏิบัติโดยคำนึง ปัจเจกบุคคลและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นด้วยเป็นสำคัญ เพื่อความสะดวกในการนำองค์ความรู้ไปใช้ บทความนี้จึงสรุปขั้นตอนในการช่วยเหลือและสนับสนุนด้านจิตใจ จากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานในหน่วยทารกแรกเกิดและคลินิกนมแม่ดังนี้

  1. การแนะนำตนเองอย่างเป็นกันเอง เพื่อสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย อบอุ่นและเป็นกันเอง โดยใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ป้า น้า เช่น “สวัสดีค่ะคุณแม่ ป้าชื่อ สมชาติ ปฏิบัติงานอยู่ในห้องนี้ คุณแม่มีอะไรให้ป้าช่วยเหลือบ้างมั้ยค่ะ” เพราะการมารับบริการในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ตลอดจนการพบปะกับเจ้าหน้าที่ที่ไม่รู้จัก อาจทำให้หญิงให้นมบุตรรู้สึกประหม่าว่าจะวางตัวหรือ ทำตัวเองอย่างไรดี การกล่าวทักทายก่อนช่วยให้การสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพขั้นต่อไปทำได้ราบรื่นขึ้น เพราะจากปฏิกิริยาของเจ้าหน้าที่ที่ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเองจะช่วยทำให้หญิงให้นมบุตรรู้สึกดีขึ้น
  2. การแนะนำสถานที่บริเวณที่จะประคบและนวดเต้านมและการให้คำแนะนำในการใช้งานสิ่งของต่างๆ ในห้องอย่างละเอียด เช่น น้ำดื่ม ซึ่งอุปกรณ์ที่ควรมีคือ กระติกน้ำร้อน แก้วน้ำ น้ำต้มสุก ภาชนะใส่น้ำ ผ้าขนหนูผืนเล็ก ที่อำนวยความสะดวกให้สามารถทำได้ด้วยตนเอง ภาชนะสะอาดที่เตรียมใส่นมแม่ อุปกรณ์เครื่องปั๊มนมประกอบด้วยฝาครอบนม ขวดนมและเครื่องปั๊มนมไฟฟ้า ที่สามารถเตรียมได้ด้วยตนเองตลอดจนการเก็บสิ่งของต่างๆ หลังใช้แล้ว โดยผ่านขบวนการ “พูดให้เขาทำ ทำให้เขาดู ให้เขาทำให้เราดู
    2.1 การสอนการปฏิบัติไม่ว่าจะเรื่องการล้างมือ การนวดประคบเต้านม ปั๊มนมแม่ด้วยเครื่อง หรือการป้อนนมจากเต้า ควรยึดหลักการสาธิตให้หญิงให้นมบุตรดูและให้สาธิตย้อนกลับ หรืออาจกล่าวว่าเป็นการ “พูดให้เขาทำ ทำให้เขาดู ให้เขาทำให้เราดู” ถ้าหากผ่านขั้นตอนนี้แล้วหญิงให้นมบุตรยังทำได้ไม่ดีพอก็ควรสอนหรือสาธิตซ้ำ
    2.2 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหญิงให้นมบุตรเพื่อส่งเสริมบทบาทความเป็นมารดาซึ่งมีผลต่อความต่อเนื่องหรือการคงอยู่ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (Franck & Spencer, 2003) ทั้งนี้อาจให้หญิงให้นมบุตรช่วยเหลือในการเก็บน้ำนม เขียนป้ายติดภาชนะใส่นมซึ่งควรระบุ ชื่อตนเอง ชื่อของบุตร วันที่ เวลา จำนวนน้ำนมที่ได้แต่ละครั้งเป็นซีซี เพื่อนำส่งหอผู้ป่วยที่บุตรนอน การเน้นให้มีส่วนร่วมดังกล่าวจะทำให้หญิงให้นมบุตรรู้สึกมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือมากขึ้นและยังทำให้ได้ตระหนัก รับทราบปริมาณน้ำนมตนเองได้ ในแต่ละวันว่าเพิ่มมากขึ้น ลดลง หรือมีปัญหาอย่างไร เพื่อร่วมวางแผนในการให้ความช่วยเหลือต่อไปได้
  3. อธิบายขั้นตอนการช่วยเหลือและประเมินขณะที่ให้การช่วยเหลือ
    ขณะที่หญิงให้นมบุตรเข้ามารับบริการในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหญิงให้นมบุตรหรือเจ้าหน้าที่ทุกๆ ระดับ ผู้ปฏิบัติงานต้องใส่ใจติดตามประเมินทุกครั้งว่า มีปัญหาอะไรบ้าง เช่น ปริมาณน้ำนมลดลง คลำได้ก้อนแข็งที่เต้านม ที่ลานนม หรือที่หัวนม รูน้ำนมเปิดไม่หมด การประเมินสภาพผู้มารับบริการทุกๆ ครั้งว่ามีสีหน้าท่าทางอย่างไร เช่น เงียบๆ หรือพูดน้อยกว่าที่เคยเป็น สีหน้ามีปัญหา วิตกกังวล ในการเข้าหาก็คิดเสมือนดูแลคนในครอบครัว ควรถามด้วยความห่วงใย เช่น “เมื่อคืนหลับสบายดีไหม ลูกเป็นไงบ้าง เช้านี้ไปหาลูกมาหรือยัง วันนี้ไม่ค่อยสดชื่นเลยนะมีอะไรให้ป้าช่วยไหม” เป็นต้น อย่างน้อยก็ทำให้หญิงให้นมบุตรรู้ว่า มีคนอีกคนหนึ่งที่คอยเอาใจใส่เขาอยู่ข้างๆ ถึงแม้จะไม่ใช่ญาติก็ตามและ ควรพูดคุยให้สม่ำเสมอทุกๆ วัน ทุกๆ ครั้งที่เข้ามารับบริการไม่ใช่พอวันนี้อารมณ์ดีอยากทักก็ทัก เมื่อไม่พอใจก็ไม่ทัก การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ทำให้หญิงให้นมบุตรยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย อาจนำไปสู่การเพิ่มความเครียดได้ และควรบอกเวลาที่คลินิกเปิดให้บริการว่าเวลาใดบ้างให้หญิงให้นมบุตรทราบ ตลอดจน เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ เมื่อมีปัญหา
    หญิงให้นมบุตรส่วนใหญ่มาขอความช่วยเหลือเพราะมีปัญหาของอาการดัดตึงเต้านม ซึ่งมีความเจ็บปวดเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือ การกระตุ้นให้หญิงให้นมบุตรมีน้ำนม หรือ ทำอย่างไรให้หญิงให้นมบุตรสามารถให้นมแม่แก่ทารกได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกทั้งสิ้น เช่น อาการคัดตึงเต้านม อธิบายให้แม่ทราบว่า “ป้าจะช่วยประคบนมนวดให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อ ขณะที่ป้าประคบ นวดด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นจัด พอที่คุณแม่จะทนได้ ถ้าเจ็บให้รีบบอกว่าเจ็บ เพราะความเจ็บปวดจะออกมากับคำพูด แต่ถ้าไม่พูดแล้วเกร็งกล้ามเนื้อ ยิ่งจะทำให้เกิดการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมากขึ้น ทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น ต้องเริ่มการช่วยเหลือใหม่ เพราะถ้าป้าลงน้ำหนักมือของการนวดแรงไปก็จะได้น้ำหนักมือน้อยลง” ในการทำอาจค่อยๆ ทำทีละข้าง พร้อมทั้งสอบถามมารดาตลอดเวลาที่ให้การช่วยเหลือ เพราะเมื่อหญิงให้นมบุตรรู้สึกดี หมายถึง กล้ามเนื้อจะเกิดการคลายตัวมากขึ้น การผ่อนคลายนั่นคือ อาการคัดตึงเต้านมก็จะค่อยๆ เบาลง และทำให้เต้านมเริ่มนิ่มลงตามลำดับ
    เมื่อเต้านมนิ่มก็จะค่อยๆ เลื่อนลงมานวดที่ลานนม โดยวางนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือวางนอกลานนมประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร คลึงไปรอบๆ ลานนมจะทำให้น้ำนมเริ่มไหลออกมาและคลึงไล่ลงมาจนถึงลานนม ขณะทำควรบอกถึงขั้นตอนการทำและสิ่งที่จะเกิดขึ้น เช่น “บริเวณนี้จะมีเส้นประสาทอยู่รอบๆ ทำให้เร็วต่อความเจ็บปวด คุณแม่จะรู้สึกปวดมาก ถ้ารู้สึกปวดหรือปวดมากขึ้นให้บอกด้วยนะคะ” ต้องประเมินความรู้สึกตลอดเวลา ขณะที่ช่วยเหลือสอบถามถึงข้อมูลต่างๆ เช่น มีลูกกี่คน คลอดที่ไหน ลูกน้ำหนักเท่าไหร่ ลูกเพศอะไร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและเพื่อได้ข้อมูลเก็บลงแฟ้มประวัติคนไข้ หรือ อาจเล่าถึงหญิงให้นมบุตรคนก่อนๆ ที่เข้ามารับบริการ หรือ หากมีหญิงให้นมบุตรที่มารับรับบริการอยู่ก็แนะนำให้รู้จักกัน ให้กำลังใจ และความมั่นใจว่าทุกๆ คนก็เคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นว่าไม่ใช่มีเพียงตนเองที่รู้สึกและต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว เมื่อน้ำนมเริ่มไหลและเต้านมนิ่มควรเริ่มด้วยการบีบด้วยมือหรือปั๊มด้วยเครื่องขึ้นอยู่กับลักษณะของหญิงให้นมบุตร เช่น หากรู้สึกอ่อนล้าเนื่องจากปวดมากและไม่ได้พักมาทั้งคืน ขณะที่ทำยังปวดมากและบุตรยังไม่ได้ดูดนมจากเต้า ควรบีบกระตุ้นด้วยเครื่องไฟฟ้า ขณะที่บีบและน้ำนมไหลควรประเมินความพึงพอใจพร้อมกับเปิดโอกาสให้หญิงให้นมบุตรสะท้อนความรู้สึกทันทีว่าการช่วยเหลือดังกล่าวทำให้รู้ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไรบ้าง แต่ทั้งนี้การช่วยเหลือเต้านมคัดตึงนั้นไม่ได้เสร็จสิ้นเพียงครั้งเดียวจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที หากแต่ต้องติดตามประเมินผลและบอกแนวทางการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก
  4. คำนึงถึงด้วยว่ามารดาหลังคลอดทุกคนที่เข้ามารับบริการไม่เคยมีประสบการณ์
    ไม่ว่าหญิงให้นมบุตรที่เข้ามารับบริการเป็นครั้งแรกหรือ บางคนเคยมีประสบการณ์การมีบุตรมาแล้ว เจ้าหน้าที่ควรประเมินอย่างละเอียดทุกครั้งเพราะ ในแต่ละวันอาจมีปัญหาใหม่เกิดขึ้น เช่น การมีท่อน้ำนมอุดตันเกิดเป็นก้อนไตแข็งในเต้านม น้ำนมลดลง การเก็บน้ำนมหรือการอุ่นนม การประเมินและให้ความช่วยเหลือต้องคำนึงถึงปัจเจกบุคคลเป็นสำคัญ บุคลากรต้องประเมินความรู้ ความเชื่อ ทัศนคติและการปฏิบัติตัวเพื่อจะได้ให้ความรู้ คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้ตรงกับปัญหาของหญิงให้นมบุตรแต่ละราย ได้แก่ การให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ครบทั้งสามมื้อ ดื่มน้ำอุ่นหรือนม พักผ่อนอย่างเพียงพอ ประคบและนวดเต้านมก่อนบีบนมหรือให้บุตรดูด
  5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
    การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ที่พบเห็นหรือปัญหา อุปสรรคมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระหว่างบุคลากรและ หญิงให้นมบุตรโดยการทำกลุ่มสนับสนุน (self help group) แนะนำให้หญิงให้นมบุตรรู้จักกัน หาตัวแทนกลุ่มเพื่อเล่าประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหากได้รับการช่วยเหลือแล้วจะดีขึ้น เกิดเป้าหมายที่ชัดเจน ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาและการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ตัวอย่างหญิงให้นมบุตรบางคน มีน้ำนมประมาณ 0.5 ถึง 1 มิลลิลิตร บอกว่าตนไม่มีน้ำนม น้ำนมยังไม่มา ในกลุ่มหญิงให้นมบุตรด้วยกันก็จะสามารถเล่าประสบการณ์ให้ฟังได้ว่า ตอนแรกๆ หลังคลอดใหม่ๆ ทุกๆ คนก็เป็นแบบเดียวกันต้องขยันบีบออก ประคบนวดเดี๋ยวน้ำนมก็จะมามากขึ้นเอง เจ้าหน้าที่อาจพูดเสริมว่า น้ำนมแม่ไม่ว่าจะเพียงหยดเดียวก็มีคุณค่าสำหรับลูกโดยเฉพาะทารกที่ต้องอยู่ในภาวะวิกฤต และเมื่อทารกมีอาการดีขึ้น น้ำหนักและการดูดกลืนพร้อม น้ำนมของคุณแม่ก็จะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูกเอง

About รศ. ดร.พัชรี วรกิจพูนผล

รองศาสตราจารย์ พัชรี วรกิจพูนผล กลุ่มกระบวนวิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ email address : ilovekid@cmnb.org

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Scroll To Top