ผู้สนับสนุน...
หน้าบ้าน Newborn Sick newborn การพยาบาลทารกคลอดก่อนกำหนด

การพยาบาลทารกคลอดก่อนกำหนด

User Rating: / 94
แย่ดีที่สุด 


1.  การควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ (36.5 - 37.5 ํซ.)

  • ศูนย์ควบคุมความร้อนในสมองส่วน  Hypothalamus ยังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์
  • พื้นที่ผิวของร่างกายมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว, ไขมันใต้ผิวหนังมีน้อย ทำให้สูญเสียความร้อนออกจากร่างกายได้ง่าย
  • ร่างกายผลิตความร้อนได้น้อย จากไขมันสีน้ำตาล (Brown fat) มีน้อย พัฒนาการกล้ามเนื้อไม่ดีจึงมีการเคลื่อนไหวน้อย  การสะสมของไกลโคเจนที่ตับน้อย ไม่มีการสั่นของกล้ามเนื้อ (shivering)
  • ต่อมเหงื่อไม่เจริญจึงระบายความร้อนออกทางผิวหนังไม่ได้ 
  • การมีอุณหภูมิร่างกายต่ำมากๆ "Cold stress"  จะทำให้ เกิดภาวะแทรกซ้อน ที่สำคัญ ได้แก่  Hypoxia, Hypoglycemia, Metabolic  acidosis, PFC, Right to left  shunt, Intraventricular hemorrhage (IVH) เป็นต้น

BabyWrap

 

          การพยาบาล 

          1. จัดให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิที่ทำให้ทารกมีการใช้ออกซิเจนและสารอาหารน้อยที่สุดโดยที่อุณหภูมิของร่างกายไม่เปลี่ยนแปลง (Neutral thermal environment, NTE) เช่น ให้อยู่ในตู้อบ (incubator)  การใช้เครื่องให้รังสีความอบอุ่น (Radiant heat warmer)
          2. ป้องกันการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายทั้งโดยการนำ, การพาความร้อนการแผ่รังสีและการระเหย
          3. ประเมินอุณหภูมิร่างกายตามอาการของทารก พร้อมทั้งสังเกตอาการทางคลินิกของการมีอุณหภูมิร่างกายต่ำหรือสูงกว่าปกติ เช่น มีเขียวตามปลายมือปลายเท้า เมื่อทารกมีภาวะ Hypothermia หรือ สีผิวแดงร้อน หายใจเร็วเมื่อทารกมีภาวะ Hyperthermia

2.  การดูแลด้านการหายใจให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ
    

     2.1 ทารกเกิดก่อนกำหนดมีความไม่สมบูรณ์ของการหายใจจาก

  • ศูนย์ควบคุมการหายใจใน medulla ยังไม่เจริญเต็มที่  กล้ามเนื้อช่วยการหายใจไม่สมบูรณ์ทำให้เกิด  periodic breathing หายใจเร็วตื้นไม่สม่ำเสมอ กลั้นหายใจบ่อย
  • Apnea : กลั้นหายใจเกิน 20 วินาที หัวใจเต้นช้าลง เขียว มักจะเกิดในระยะหลับ ชนิด Rapid Eye movement หรือ  Active sleep
  • ปอดพัฒนาไม่เต็มที่ เส้นเลือดฝอยมีน้อย  Surfactant ยังสร้างไม่สมบูรณ์    ทำให้ถุงลมขยายตัวได้น้อยและช้า เมื่อหายใจเข้า แฟบได้ง่ายเมื่อหายใจออก มีอาการหายใจลำบาก

     2.2 ฮีโมโกลบินของทารกเป็น Hb-F ซึ่งรับออกซิเจนได้ดี แต่ปล่อยให้เซลได้น้อย
     2.3 รีเฟล็กซ์เกี่ยวกับการไอมีน้อย  และหายใจทางปากยังไม่ได้

 

     การพยาบาล 
        1. ประเมินการหายใจ  อัตรา   การใช้แรง retraction   สีผิว  ปีกจมูก และการกลั้นหายใจ  บ่อยครั้งตามอาการของทารก
        2. ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง ดูดเสมหะ (ถ้ามี)  จัดท่านอนให้คอตรงไม่ก้มหรือเงยเกินไป
        3. ขณะมีการกลั้นหายใจ  ควรกระตุ้นโดยการเขี่ยหรือเขย่าที่ใบหน้าหรือลำตัว ถ้ากลั้นหายใจบ่อยๆ  รายงานให้แพทย์ทราบ
        4. ดูแลให้ได้รับยา Theophylline ตามแผนการรักษาเพื่อลดอัตราการเกิดภาวะ Apnea
        5. ดูแลให้ได้รับออกซิเจนตามแผนการรักษา
        6. ดูให้ความอบอุ่นแก่ทารก ป้องกันการเกิด cold stress
        7. ให้ทารกได้พัก หลีกเลี่ยงการจับต้องทารกเกินความจำเป็น (over handling)

3. การให้สารน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ
 

- ความต้องการสารอาหารประจำวัน (daily requirement) สูงกว่าทารกเกิดครบกำหนด

- มีการสะสมอาหารขณะอยู่ในครรภ์มารดาน้อย

- อาการทั่วไปไม่เอื้อให้ได้รับสารอาหารจำนวนตามต้องการ เช่น หายใจลำบาก ท้องอืด

- ความสมบูรณ์ของระบบทางเดินอาหารมีน้อย

1) รีเฟล็กซ์ ของการดูดและกลืนมีน้อยหรือไม่มี

2) Cardiac sphincter ไม่ดี ปิดไม่สนิท ทารกเกิดการสำรอก อาเจียนได้ง่าย

3) น้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีน้อย ตับสร้างน้ำดีได้น้อย การย่อยอาหารโดยเฉพาะพวก ไขมันทำได้ไม่ดีจึงท้องอืดได้ง่าย

- เกิดภาวะที่ทำให้มีการใช้พลังงานในร่างกายมากกว่าปกติเช่น ภาวะหายใจลำบาก

อุณหภูมิร่างกายต่ำ หรือ น้ำตาลในเลือดต่ำ

การพยาบาล

1. ใน 1 – 2 วันแรกหลังเกิดดูแลให้งดน้ำและนม ตามแผนการรักษา โดยแพทย์จะให้สารน้ำและสารอาหารรทางหลอดเลือดดำในช่วงนี้

2. ดูแลการให้อาหารทางปาก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเริ่มให้อาหารทางปากแก่ทารกเมื่อภาวะการหายใจค่อนข้างคงที่ ฟังได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ ไม่มีอาการท้องอืด gastric content มีมากหรือผิดปกติ รวมทั้งสีผิว กำลังของกล้ามเนื้อปกติ โดยจะเริ่มด้วยนมจำนวนน้อยๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวน โดยแพทย์จะยังคงให้สารน้ำและะสารอาหารทางหลอดเลือดดำร่วมด้วยอยู่

3. การให้นมแก่ทารก พยาบาลควรส่งเสริมให้ทารกได้รับนมมารดาให้มากที่สุด เพราะมีภูมิคุ้มกันโรคและสามารถป้องกันโรค Necrotizing enterocolits ได้ กรณีที่มารดาไม่สามารถให้นมได้ ให้นมชนิด Premature formula ทั้งนี้จำนวนนม, จำนวนมื้อ และวิธีการให้ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพร่างกายทั่วไป และความสามารถในการรับนมของทารก

4. ประเมินความสามารถในการรับนมได้ของทารกเช่น จำนวน ลักษณะของ gastric content อาการท้องอืด สำรอกนม หายใจลำบากหลังให้นม มีเลือดปนในอุจจาระหรือมี occult blood

5. ดูแลการได้รับสารน้ำและสารอาหารทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา (Hyperalimentation หรือ Total parenteral Nutrition, TPN)

6. ชั่งน้ำหนักทุกวัน ในสัปดาห์แรกทารกจะมี physiological weight loss ประมาณ 10-20% ของน้ำหนักแรกเกิด หลังจากนั้นถ้าได้รับสารอาหารเพียงพอหรือไม่มีความเจ็บป่วยรุนแรง น้ำหนักของทารกจะเพิ่มขึ้นวันละ 20-30 กรัม

7. เมื่อทารกอาการดีขึ้นจะสามารถรับนมได้มากขึ้น จนกระทั่งไม่ต้องยังคงให้สารน้ำและะสารอาหารทางงหลอดเลือดดำต่อไป เหลือแต่การให้นมทางปากอย่างเดียว ซึ่งในระยะนี้ทารกต้องการสารอาหารประมาณ 130 แคลอรี่ / กก. / วัน หากแคลอรี่ที่ได้จากนมมารดาไม่เพียงพอ แพทย์มักจะให้เติมนมผง premature formula ลงในนมมารดาด้วย

8. ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงภาวะที่จะทำให้ทารกมีการใช้พลังงานในร่างกายมากกว่าปกติ เช่น การมีอุณหภูมิร่างกายต่ำ หายใจลำบาก มีการติดเชื้อ

4. การป้องกันการติดเชื้อ

ทารกเกิดก่อนกำหนดมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่าย

- การสร้าง IgM ยังไม่สมบูรณ์ และได้รับ IgG จากมารดามาน้อย ไม่ได้รับ Ig A จากน้ำนมมารดา

- เม็ดเลือดขาวมีน้อยและทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์

- ผิวหนังและเยื่อบุปกป้องการติดเชื้อได้น้อย

การพยาบาล

1. บุคลากร ควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก่อนและหลังให้การพยาบาลทุกครั้ง 2. เครื่องและสิ่งของที่ใช้กับทารกต้องสะอาดหรือผ่านการทำลายเชื้อโรค

3. อุปกรณ์ที่ใช้กับทารกต้องใช้เฉพาะคน

4. ดูแลความสะอาดทั่วไปของร่างกายและสิ่งแวดล้อม

5. ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อเช่น ได้รับการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ(CPR) เป็นเวลานาน มารดามีถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด คลอดในสถานที่ไม่สะอาด เป็นต้น ช่วยแพทย์ทำ Septic work up และติดตามผล รวมทั้งสังเกตอาการของการติดเชื้อ และดูแลให้ยาปฏิชีวนะ ตามแผนการรักษา

5. การป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ

ทารกเกิดก่อนกำหนด เกิดน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่ายในทารกแรกเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำหมายถึงระดับ น้ำตาลในพลาสมาต่ำกว่า 40 mg% ( เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์ , 2549 ) เนื่องจากสาเหตุ ดังนี้

- ไม่ได้รับกลูโคสจากมารดาอีกต่อไป

- glycogen ที่ตับสะสมไว้น้อยจึงสร้างกลูโคสได้จำกัด รวมทั้งการสร้างกลูโคส (glucogenesis) เองที่ตับก็ทำได้น้อย

- มีภาวะเครียดทั้งขณะอยู่ในครรภ์ ขณะคลอดและหลังคลอด เช่น การขาดออกซิเจน อุณหภูมิกายต่ำทำให้มีการใช้น้ำตาลมาก

การพยาบาล

1. ดูแลให้ทารกได้รับน้ำและนมทางปาก และ/หรือสารน้ำ สารอาหารทางหลอดเลือดดำ ตามแผนการรักษา

2. แก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดสาเหตุส่งเสริมให้มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ภาวะที่มีอุณหภูมิร่างกายต่ำ ภาวะหายใจลำบาก

3. ติดตามผล dextrostix หรือ blood sugar และประเมินอาการทางคลินิกของการมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น มีสั่นระรัวของมือและเท้า (Prolonged tremor) ซึม กลั้นหายใจ เขียว ชักเกร็ง

6. การป้องกันการเกิดเลือดออกและโลหิตจาง

ทารกเกิดก่อนกำหนดมีแนวโน้มที่จะเกิดเลือดออกในสมองและภาวะโลหิตจางได้ง่าย

- มีเส้นเลือดมาเลี้ยงที่ ventricle ของสมองมากมาย เสี่ยงต่อการเกิด Intra ventricular hemorrhage (IVH) ได้ เมื่อทารกมีภาวะความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือเมื่อทารกมีภาวะการเป็นกรด หรืออุณหภูมิกายต่ำ เป็นต้น

- ผนังเส้นเลือดพัฒนาไม่สมบูรณ์และขาด connective tissuse จึงเปราะบางง่าย

- Prothrombin และ Hematogenous-factor ต่ำ ขาดวิตามินเค เลือดจึงแข็งตัวได้ยาก

- เหล็กที่ได้รับจากมารดาใน 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์มีจำนวนน้อย

- Hb-F ของทารกมีชีวิตสั้น

การพยาบาล

1. ดูแลให้ทารกได้รับการฉีด Vit K1 เข้ากล้ามเนื้อตามแผนการรักษา

2. หลีกเลี่ยงการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ ควรจะฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ถ้าจำเป็นต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อควรใช้เข็มที่คม หลังฉีดยาหรือ off IV.fluid ควรกดบริเวณที่แทงเข็มไว้นานๆ

3. ดูแลการได้รับ Vit. E และ FeSO4 ทางปากตามแผนการรักษา (สมพร โชตินฤมล, 2551)

4. ขณะดูดเสมหะหรือขณะใส่สายยางเข้าไปในทางเดินอาหาร ควรจะใส่อย่างระมัดระวัง นุ่มนวล

5. ติดตามและรายงานผล CBC ดูแลการได้รับเลือดในรายที่มี platelet หรือ Hematocrit ต่ำ

6. สังเกตและรายงานอาการที่แสดงว่ามีเลือดออกในอวัยวะต่าง ๆ เช่น gastric content มีเลือดปน มีจุดเลือดบริเวณผิวหนัง อุจจาระมีเลือดปน มีอาการซึม ชัก ในรายที่เลือดออกในสมอง (IVH) เป็นต้น

7. ดูแลให้ทารกได้รับธาตุเหล็กตามแผนการรักษา

7. การคงไว้ซึ่งความสมดุลของน้ำ กรด-ด่าง และอิเลคโทรลัยต์

ไตยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ Glomerular filtration rate ต่ำทำให้ความสามารถในการควบคุมสมดุลของน้ำ กรด-ด่าง อิเลคโทรลัยต์ และการขับสารต่างๆ ออกจากร่างกายมีขีดจำกัด

การพยาบาล

1. ดูแลการได้รับสารน้ำและอิเลคโทรลัยต์ ให้เพียงพอตามแผนการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับทางหลอดเลือดดำ ต้องตรวจเช็คชนิด จำนวนสารน้ำ อิเลคโทรลัยต์ ที่ได้รับอย่างเคร่งครัด

2. จดบันทึก Intake และ output อย่างละเอียดและถูกต้อง ควรบันทึกปัสสาวะเป็นซีซี. มากกว่านับจำนวนครั้งในทารกที่ต้องการติดตามอย่างใกล้ชิด ทารกแรกเกิดควรจะมีปัสสาวะ 2 – 3 มล. / กก. / ชม. ถ้าปัสสาวะออกมากกว่า 4 มล. / กก. / ชม. ถือว่าปัสสาวะออกมาก หากน้อยกว่า 1 มล. / กก. / ชม. ถือว่าปัสสาวะออกน้อย (( เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์ , 2549 )

3. ติดตามผล blood gas BUN electrolyte urine specific gravity

4. สังเกตอาการและอาการแสดงของการมีภาวะไม่สมดุลย์ของน้ำ กรด-ด่าง และอิเลคโทรลัยต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกที่อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเกิดเช่น ได้รับการส่องไฟ มีอาการท้องอืดต้องดูด gastric content ออกทิ้งบ่อย ๆ

8. การป้องกันการเกิดการแตกทำลายของผิวหนัง

ผิวหนังของทารกเกิดก่อนกำหนดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ มีชั้น stratum corneum น้อยชั้นกว่าทารกครบกำหนด ผิวหนงชั้น epidermis และ dermis อยู่กันอย่างหลวม ๆ และมี keratin เคลือบผิวหนังน้อยทำให้มีผิวหนังบาง เพิ่มการซึมซ่านผ่าน ( permeability ) ของผิวหนังและเพิ่มการสูญเสียน้ำทางผิวหนัง ( วีณา จีระแพทย์ และ เกรียงศักดฺ์ จีระแพทย์ , 2550 ) ผิวหนังบาดเจ็บ แตกทำลาย (Skin breakdown)ได้ง่าย

การพยาบาล

1. หลีกเลี่ยงการใช้พลาสเตอร์กับทารกเกินความจำเป็น ถ้าจำเป็นพลาสเตอร์ที่ใช้กับทารกเหล่านี้ควรใช้แบบที่ไม่ติดแน่นจนเกินไป

2. การแกะพลาสเตอร์ หรือ เทปออกจากผิวหนัง จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก และสังเกต อาการแพ้ หรือการแตกทำลายของผิวหนังจากการใช้พลาสเตอร์

3. ระมัดระวังการรั่วของสารน้ำออกจากหลอดเลือดในรายที่ได้รับสารน้ำ, สารอาหารทางหลอดเลือดดำ

4. การติด probe หรือ electrode ต่างๆ ไม่ควรติดแน่นเกินไปและเปลี่ยนตำแหน่งการติดรวมทั้งเปลี่ยนท่านอนบ่อย ๆ ตามความเหมาะสมและอาการของทารก

5. ระมัดระวังการใช้สารละลาย สารเคมี กับผิวหนังทารก เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อทางผิวหนัง

9. การป้องกันการเกิด Retinopathy of Prematurity (ROP)

การเกิดROPในทารกเกิดก่อนกำหนด เกิดจากปัจจัยสำคัญคือพัฒนาการของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยง retina ยังไม่สมบูรณ์ โโยมีปัจจัยส่งเสริมคือการได้รับออกซิเจนมากเกินไป จึงมีการเกิดหลอดเลือดใหม่ (neovascularization) ที่ผิดปกติส่งผลให้เกิดการหลุดลอกของจอตา ( retinal detachment ) ได้ในระยะต่อมาทำให้ทารกมีสายตาเลือนราง หรือตาบอด

การพยาบาล

1. ดูแลให้ทารกรับออกซิเจนเท่าที่จำเป็น

2. ในทารกที่ได้รับออกซิเจน ควรใช้ pulse oximeter ติดตามO2 saturation ตลอดเวลา ดูแลให้ทารกมีระดับ O2 saturation อยู่ระหว่าง 88 – 95 % สำหรับโรคทั่วๆไป และ 98 – 99 % สำหรับทารกที่มีภาวะสูดสำลักขี้เทา ( เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์ , 2549 )

3. ดูแลให้ทารกได้รับยาวิตามินอีตามแผนการรักษา

4. เตรียมทารกแรกเกิดที่มีอายุในครรภ์น้อยกว่า 35 สัปดาห์ หรือน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 1,800 กรัมที่ได้รับการรักษาโดยออกซิเจนและทารกแรกเกิดที่ไม่ได้รับการรักษาโดยออกซิเจนแต่มีอายุในครรภ์น้อยกว่า 30 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 1,300 กรัม ให้ได้รับการตรวจหาภาวะ ROP ตั้งแต่อายุหลังปฏิสนธิ 31 สัปดาห์เป็นต้นไป

5. ดูแลให้ทารกมีภาวะ ROP รุนแรงและอยู่ในเกณฆ์บ่งชี้ให้ได้รับการรักษาโดย ใช้แสงเลเซอร์

10. การดูแลการได้รับวิตามินและเกลือแร่

เนื่องจากทารกเหล่านี้จะมีการสะสมแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอี น้อย รวมทั้งความสามารถในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในน้ำมีน้อย จึงมีโอกาสขาดวิตามิน และเกลือแร่ได้

11. การดูแลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของทารกแรกเกิด (Developmental care)

ทารกเกิดก่อนกำหนดเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของพัฒนาการระบบประสาทและพฤติกรรม (Neurobehavioral development) เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

- ช่วงเวลาที่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการด้านต่างๆ มีน้อย

- ความเจ็บป่วยของทารกทำให้ได้รับการรักษาที่ส่งผลต่อพัฒนาการ เช่น อยู่ในตู้อบ เปิดเผยร่างกาย, จับต้องมากเกินจำเป็น เจ็บปวดจากการตรวจรักษา

- สิ่งแวดล้อมในหอผู้ป่วยไม่เหมาะสม เช่น แสง เสียง ที่มากเกินไป

การพยาบาล

ดูแลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ (Developmental care) ซึ่งหมายถึงการดูแลทารกแรกเกิดเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของระบบประสาทและพฤติกรรม โดยพยายามลดสิ่งกระตุ้นจากสภาวะแวดล้อมที่จะทำให้เกิดอันตรายรวมทั้งให้การดูแลตามสื่อสัญญาณของทารก โดยการดูแล ดังนี้

1. การจัดท่า

- หลีกเลี่ยงการเหยียดแขนขา (extension) พยายามให้ทารกอยู่ในท่าแขน ขางอเข้าหากลางลำตัว (flexion)ไม่ว่าในขณะอุ้ม เคลื่อนย้ายและนอน ลำคอตรงไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป

- ห่อตัวทารกให้แขนงอ มือสองข้างอยู่ใกล้ๆ ปาก (hand to mouth) หลีกเลี่ยงการห่อตัวแบบเก็บแขน (mummy restraint) เพื่อให้ทารกสามารถปลอบโยนตนเองได้

- ใช้ผ้าอ้อมหรือผ้าห่มผืนเล็กม้วนๆ วางรอบๆ กายของทารกเสมือนเป็นรังนก

2. การจับต้องทารก : จับต้องทารกเท่าที่จำเป็น, ให้การพยาบาลด้วยสัมผัสที่นุ่มนวล ( gentle touch ) พยายามจัดกิจกรรมการพยาบาลต่างๆ ให้อยู่ในเวลาเดียวกัน (cluster nursing care) ควรสัมผัสทารกก่อนการจับต้องเพื่อให้การรักษาพยาบาล การเคลื่อนย้ายทารก ควรจัดให้อยู่ในทางแขน ขา งอ และอยู่ในแนวกลางลำตัว

3. จัดสภาพแวดล้อมในหอผู้ป่วยให้มีการกระตุ้นทางแสงและเสียงน้อยที่สุด

4. ก่อน ขณะ และหลังให้การพยาบาลควรประเมิน สัญญาณ (cues) ของทารกว่าทารกอยู่ในภาวะเครียด สงบและผ่อนคลาย หรืออยากมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองตามสื่อสัญญาณที่ประเมินได้ ในทารกที่มีภาวะเครียดอาจช่วยโดยให้ดูดจุกนมหลอก (pacifier) ซึ่งเป็นการดูดที่ไม่ได้สารอาหาร ( non- nutritive sucking ) หรือใช้สองมือของผู้ดูแลรวบแขน ขา ของทารกเข้าหากึ่งกลางลำตัว มืออยู่ใกล้ปาก ซึงเรียกวิธีนี้ว่า tucking หรือให้ทารกจับนิ้วมือผู้ดูแลหรือสิ่งของ

5. ถ้าทารกแสดงสื่อสัญญารว่าอยากมีปฏิสัมพันธ์ พูดคุยด้วยเสียงเบา นุ่มนวล (soft voice) มองสบตา (eye contact)

12. การส่งเสริมสัมพันธภาพบิดามารดา-ทารก (bonding, attachment)

12.1 ขณะมารดาอยู่ในโรงพยาบาล

- ส่งเสริม, กระตุ้นให้มารดามาเยี่ยมทารกให้เร็วที่สุด (ถ้ามารดาไม่มีข้อจำกัด) โดยการประสานงานหรือร่วมมือกับพยาบาลแผนกมารดาหลังคลอด

- เมื่อบิดามารดาเข้าเยี่ยมทารก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วย การรักษาพยาบาลที่ทารกได้รับในขอบเขตความรับผิดชอบของพยาบาลที่จะทำได้ กระตุ้นให้บิดามารดาอุ้มชู หรือสัมผัสทารกไม่บังคับหรือตำหนิถ้ามารดายังไม่พร้อมที่จะทำ นอกจากนี้ให้บิดามารดมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือดูแลทารกตามความเหมาะสม

- เปิดโอกาสให้บิดามารดาซักถาม ระบายความรู้สึก

- ส่งเสริมการเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา เพราะนมมารดาทารกเกิดก่อนกำหนดเหมาะสมกับทารกเกิดก่อนกำหนดมากกว่านมมารดาปกติเพราะมีโปรตีนและเกลือแร่สูงกว่า นมมารดาที่ให้กับทารกเมักเป็นนมที่บีบออกจากเต้าโดยใช้มือบีบหรือเครื่องปั๊มนม พยายามให้นมมมารดาที่เป็นนมที่ออกมาทีหลัง ( hind milk ) เพราะมีไขมันสูงกว่านมที่ออกมาช่วงแรกของการบีบ ( fore milk ) ( สรายุทธ สุภาพรรณชาติ , 2549 )

ในกรณีที่ให้นมแก่ทารกทางสายยาง ให้ใช้สายยางขนาดสั้นเพื่อลดการสูญเสียไขมันในนมไปเกาะติดกับสายยาง และตั้งปลายกระบอก syringe ชี้ขึ้นให้ไขมันที่แยกชั้นและลอยอยู่ส่วนบนเข้าสู่ทารกก่อน

12.2 เมื่อมารดากลับไปอยู่ที่บ้าน

- ให้เบอร์โทรศัพท์ของหอผู้ป่วยที่ทารกรักษาอยู่แก่ครอบครัวและขอเบอร์โทรศัพท์ของครอบครัวเพื่อการติดต่อ

- ให้คำแนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อรักษาให้เต้านมมีการผลิต น้ำนมอยู่ต่อไป

- ในรายที่กลับบ้านไปแล้วบิดามารดาไม่มาเยี่ยมทารกเป็นเวลานานๆ และติดต่อไม่ได้ควรปรึกษาสังคมสงเคราะห์เพื่อประเมินและหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

13. การวางแผนจำหน่ายทารก ควรติดต่อบิดามารดาล่วงหน้าหลายๆ วันก่อนวันจำหน่ายทารก เพื่อมารับการสอนหรือคำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของทารกซึ่งจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากทารกครบกำหนดที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลแก่บิดามารดา เช่น นอนหลับนาน ร้องไห้เสียงเบา ดูดนมช้า เป็นต้น การดูแลทารกประจำวัน การสังเกต อาการผิดปกติ การมาตรวจตามแพทย์นัด

เนื้อหาการวางแผนจำหน่ายควรมีคำแนะนำเกี่ยวกับการประเมินการเจริญเติบโต ทักษะการดูดนมและพัฒนาการด้านต่างๆ โดยใช้อายุจริงของทารก (Corrected age) เป็นฐานในการประเมิน ซึ่งคำนวณได้จาก อายุหลังเกิด ลบ อายุที่เกิดก่อนกำหนดของทารก เช่นทารกที่มีอายุหลังเกิด 5 เดือน แต่เกิดก่อนกำหนด 2 เดือน ดังนั้นอายุจริงของทารกรายนี้เท่ากับ 3 เดือน