ผู้สนับสนุน...
หน้าบ้าน Newborn Sick newborn การดูแลทารกที่ได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ

การดูแลทารกที่ได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ

User Rating: / 18
แย่ดีที่สุด 
ดัชนีบทความ
การดูแลทารกที่ได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ
อาการและอาการแสดง
กลุ่มทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงสูง
การพิจารณาเลือกการรักษาในทารกครบกำหนด
ชนิดของแสงที่ใช้ในการรักษาด้วยการส่องไฟ
ข้อบ่งชี้ในการหยุดส่องไฟ
ภาวะแทรกซ้อนของการรักษาด้วยการส่องไฟ
การพยาบาลฯ
เอกสารอ้างอิง
ทุกหน้า

การดูแลทารกที่ได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ
(Caring for Infants with Phototherapy)

บทนำ
      ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่จะได้รับการดูแลอยู่ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดเป็นเวลา 24 – 72 ชั่วโมงก่อนที่มารดาจะนำทารกกลับไปเลี้ยงดูที่บ้านเพื่อประเมินร่างกายและสังเกตอาการ ซึ่งพบว่าทารกแรกเกิดบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยคือ ภาวะตัวเหลือง (Jaundice) หรือดีซ่าน ซึ่งภาวะดังกล่าวเกิดจาก ร่างกายทารกมีสารกลุ่มบิลิรูบิน (bilirubin)สูงขึ้นมากกว่าปกติ โดยในผู้ใหญ่ภาวะดีซ่านเป็นภาวะที่ผิดปกติเสมอแต่ในทารกแรกเกิดหลังคลอดใหม่ๆ โดยเฉพาะในสัปดาห์แรก ภาวะตัวเหลืองถือเป็นภาวะปกติทางสรีรวิทยาซึ่งเกิดขึ้นกับทารกแรกเกิดเกือบทุกคน โดยมีปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกมีภาวะตัวเหลืองได้แก่ มารดาเป็นโรคเบาหวาน มารดาได้รับยา oxytocin ในระหว่างการคลอด มารดาที่ได้รับยาสลบขณะคลอด มารดาและทารกมีเลือดไม่เข้ากัน (ABO incompatibility) ทารกบางรายที่ได้รับนมมารดา ทารกเพศชายโดยเฉพาะในแถบเอเชีย ทารกแรกเกิดที่มีรอยจ้ำเลือดหรือ cephalhematoma ทารกที่ได้รับน้ำนมน้อย ทารกที่คลอดโดยวิธีผ่าตัดออกทางหน้าท้อง ทารกคลอดก่อนกำหนดและมีความสามารถในการดูดกลืนไม่ดีและทารกที่ในครอบครัวมีประวัติการเกิดตัวเหลือง ดังมีการแบ่งชนิดของการเกิดภาวะตัวเหลืองไว้ดังนี้
 
 
ชนิดของการเกิดตัวเหลืองในทารกแรกเกิด
1. Physiological (normal) jaundice
ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดปกติพบมากกว่าร้อยละ 50 ของทารกแรกเกิดทั้งหมด โดยทารกอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ยกเว้นทารกเกิดก่อนกำหนดซึ่งมักมีอาการป่วยร่วมด้วยและมีโอกาสเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกคลอดก่อนกำหนดทั้งนี้เนื่องจาก blood brain barrier ของทารกคลอดก่อนกำหนดยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์
สาเหตุของการเกิด Physiological jaundice อาจเกิดจากความไม่สมบูรณ์ในการทำงานของตับจึงทำให้กระบวนการในการขับบิริลูบินออกยังทำได้ช้า (มีระดับ aceptor protein และ conjugating enzyme น้อย) ซึ่งพบในช่วงวันที่ 2 – 4 และจะหายไปเองใน 1 – 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น ทารกแรกเกิดมักมีการสร้างบิลิรูบินมากกว่าผู้ใหญ่และเด็กโตถึง 2 เท่าเนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าและ Enterohepatic circulation มีส่วนทำให้ทารกแรกเกิดตัวเหลือง ถ้าทารกมีลำไส้อุดตันหือถ่ายขี้เทา
 
2. Pathological Jaundices
ภาวะตัวเหลืองที่ผิดปกติเกิดได้จากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้
2.1  มีการสร้างบิลิรูบินเพิ่มขึ้นกว่าปกติจากภาวะต่างๆ ได้แก่ 
  1. Hemolytic disease of the newborn (HDN) เกิดจากการที่กลุ่มเลือดของมารดาไม่เหมือนของทารกจึงทำให้มารดาสร้างแอนติบอดีต่อกลุ่มเลือดของทารก ซึ่งแอนติบอดีนี้จะผ่านทางรกไปสู่ทารกได้ ทำให้มีการทำลายเม็ดเลือดของทารก ABO incompatability เป็นชนิดของ HDN ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย เกิดในมารดาที่มีเลือดกลุ่มโอเท่านั้นและบุตรมีกลุ่มเลือดเอหรือบี ส่วน Rh incompatability พบน้อยมากและในปัจจุบันแถบประเทศตะวันตกพบน้อยลงเนื่องจากมีวิธีป้องกันโดยการให้ Rh immune globulin แก่มารดาภายใน 72 ชั่วโมงภายหลังคลอด
  2. Red blood cell membrane defect เช่น congenital spherocytosis, congenital ovulocytosis ทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นกว่าปกติ
  3. Red blood cell enzyme defect ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายในภาวะปกติ ได้แก่ การขาด glucose-6-phosphate dehydrogenase (G-6-PD deficiency) หรือการขาด pyruvate kinase เป็นต้น
  4. Thalassemia
  5. ทารกที่มีเลือดออกภายในร่างกาย เช่น cephalhematoma, เลือดออกในสมองหรือลำไส้จำนวนมาก ทำให้มีบิลิรูบินเข้าสู่กระแสโลหิตมากกว่าปกติ
  6. Polycythemia

2.2  มีการดูดซึมของบิลิรูบินจากลำไส้เพิ่มขึ้นจากภาวะต่างๆ เช่น 

  1. ทารกที่ดูดนมได้น้อย
  2. ภาวะลำไส้อุดกั้น มีบิลิรูบินตกค้างในลำไส้จำนวนมากและดูดซึมกลับสู่ตับได้มากขึ้น

2.3  ตับสามารถกำจัดบิลิรูบินได้น้อยลงเนื่องจากภาวะต่างๆ เช่น 

  1. การขาดเอนไซม์บางชนิดแต่กำเนิด เช่น Gilbert syndrome หรือ Galactosemia
  2. ได้รับยาบางชนิด เช่น oxytocin
  3. ภาวะธัยรอยด์ในเลือดต่ำแต่กำเนิด
  4. มีการ conjugate ของบิริลูบินหรือขับถ่ายน้อยกว่าปกติ เช่น ท่อถุงน้ำดีอุดตัน ลำไส้อุดตัน hypothyriodism หรือได้รับยาที่แย่งจับ albumin ในเลือด ทำให้มีบิริลูบินในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น เช่น ซัลโฟนาไมด์ ซาลิไซเลต

2.4  ภาวะติดเชื้อในครรภ์ เช่น การติดเชื้อ Cytomegalovirus (CMV) / Toxoplasmosis / Rubella / Herpesvirus-hominis / Syphillis / Hepatitis

2.5  ภาวะทารกคลอดก่อนกำหนด จะมีระดับ conjugated enzyme ในเลือดต่ำกว่าทารกคลอดครบกำหนด และเนื่องจากขนาดน้ำหนักตัวก็น้อยกว่า จึงทำให้ระดับบิลิรูบินที่ต้องการ การรักษาต่ำลงกว่าทารกคลอดครบกำหนด และทารกคลอดก่อนกำหนดมักมีภาวะหายใจลำบาก (Respiratory Distress Syndrome; RDS)

 3. Breast milk jaundice
พบประมาณร้อยละ 1 - 2 ในทารกแรกเกิดที่ได้รับนมมารดา ซึ่งพบว่าในน้ำนมมารดามีสารบางชนิดที่ทำให้ระดับบิริลูบินเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 mg เนื่องจากสารดังกล่าวป้องกันการขับบิริลูบินออกทางลำไส้ซึ่งพบว่าทารกจะเริ่มมีอาการตัวเหลืองในวันที่ 4 - 7 และมีระยะเวลาของอาการประมาณ 3 -10 สัปดาห์


อาการและอาการแสดง
1. อาการตัวเหลืองมักเห็นบริเวณใบหน้าก่อน ถ้ากดบริเวณหน้าผากจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น ทารกคลอดก่อนกำหนดมีผิวหนังที่บางทำให้ดูเหลืองกว่าทารกครบกำหนดที่มีระดับบิริลูบินเท่ากันและจะเห็นชัดมากขึ้นที่ลำตัวและแขนขาตามลำดับเมื่อระดับบิริลูบินสูงขึ้น ซึ่งถ้าพบตัวเหลืองที่ใบหน้าถึงอกเหนือสะดือจะมีระดับบิริลูบินไม่เกิน 12 mg% และถ้าเหลืองถึงมือและเท้าจะมีระดับบิริลูบินสูงถึง 15 mg% (ภาพที่ 1)

 Dermal Zone

 ระดับบิลิรูบิน (mg %)

1

4.5 - 8

2

5.5 - 12

3

8 - 16.5

4

11 - 18

5

> 15

ภาพที่ 1 แสดงตำแหน่งที่พบภาวะตัวเหลืองสัมพันธ์กับระดับบิลิรูบิน 

2.  มีรอยจ้ำเลือดตามตัว อาจพบ petichial หรือ pyrpuric spot
3.  ซึม ถ้าระดับบิริลูบินสูงมากๆ
4.  ตับหรือม้ามโต พบใน hemolytic disease of the newborn หรือทารกที่ติดเชื้อในครรภ์


กลุ่มทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงสูง

วิธีป้องกันโรคสมองพิการจากบิลิรูบินที่ดีที่สุดก็คือการเริ่มรักษาให้รวดเร็ว ในทารกที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะมีภาวะตัวเหลืองมากได้แก่
     1. ทารกที่มีตัวเหลืองภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
     2. ทารกที่มีตัวเหลืองให้เห็นได้ก่อนกลับบ้าน
     3. ทารกที่มีพี่ตัวเหลือง
     4. ทารกที่มีอายุครรภ์ 35 - 37 สัปดาห์
     5. ทารกที่ได้รับนมมารดาเพียงอย่างเดียว
     6. ทารกที่มีรอยฟกช้ำ หรือ cephalhematoma
     7. ทารกเพศชาย

ถ้ามีความเสี่ยงหลายข้อรวมกัน ก็จะเพิ่มโอกาสที่จะตัวเหลืองเพิ่มขึ้น ดังนั้นในการจำหน่ายทารกแรกเกิดออกจากโรงพยาบาลจึงควรมีการคัดกรองโดยส่งตรวจสิ่งต่อไปนี้คือ blood type / Coombs test / CBC / smear and reticulocyte count และการตรวจ G6PD screening ส่วนในกรณีที่ทารกมีอาการตัวเหลืองและต้องได้รับการรักษา การรักษาภาวะตัวเหลืองหรือบิลิรูบินสูงในเลือด (hyperbilirubinemia)ในทารกแรกเกิดมี 3 วิธี ดังนี้

1. การส่องไฟ
การส่องไฟ (Phototherapy) เป็นการรักษา indirect hyperbilirubinemia เนื่องจากแสงไฟสามารถจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของโมเลกุลของบิลิรูบิน ทำให้เกิด isomerization ของ unconjugated บิลิรูบิน ซึ่งปกติละลายน้ำไม่ได้ให้กลับกลายมาเป็นสารที่ละลายน้ำได้ สามารถขับถ่าย สารนี้ได้ทางปัสสาวะและทางอุจจาระโดยออกมาทางน้ำดี

2. การเปลี่ยนถ่ายเลือด
การเปลี่ยนถ่ายเลือด (Blood exchange) เป็นการรักษาทารกที่มีตัวเหลืองที่ได้ผลเร็วที่สุดและมีประสิทธิผลสูงสุด โดยมีหลักการก็คือนำเอาเลือดของทารกที่มีค่าบิลิรูบินเท่ากับค่าปกติในผู้ใหญ่ (ประมาณ 0.1-0.2 มก./ดล.) (donor blood) มาเปลี่ยนกับเลือดของทารกที่มี hyperbilirubinemia (ภาพที่ 2) แต่ต้องทำโดยใช้ปริมาณน้อยๆ และทำหลายๆ ครั้ง เพื่อไม่ให้ทารกได้รับหรือสูญเสียเลือดทีละมากเกินไป จนมีการเปลี่ยนแปลงของระบบหมุนเวียนโลหิต ดังนั้นเพื่อให้การเปลี่ยนเลือดได้ผลดี เราจึงต้องใช้จำนวนเลือดที่จะใช้เปลี่ยนให้มากเป็น 2 เท่าของปริมาณเลือดของทารก (double volume exchange transfusion) ข้อบ่งชี้ในการทำ การเปลี่ยนถ่ายเลือดสำหรับทารกครบกำหนด น้ำหนักแรกเกิดและสุขภาพปกติคือ

  • ในกรณีทารกเป็น blood group incompatibility หรือ hemolytic disease อื่นๆ ทำเมื่อ บิลิรูบิน สูงกว่า 20 มก./ดล. ยกเว้น บิลิรูบิน สูงกว่า 15 มก./ดล. ในอายุ 24 ชั่วโมงแรก
  • ในกรณีที่ไม่ใช่สาเหตุจาก hemolytic disease จะทำเมื่อ บิลิรูบิน สูงกว่า 23 มก./ดล. สำหรับทารกอายุ 3-5 วัน, บิลิรูบิน สูงกว่า 25 มก./ดล. สำหรับทารก >5 วัน

 ภาพที่ 2 แสดงการเปลี่ยนถ่ายเลือด (ฺBlood exchange)

ภาพที่ 2 แสดงการเปลี่ยนถ่ายเลือด (ฺBlood exchange)

3. การรักษาด้วยยา เช่น ยา Phenobabital ซึ่งสามารถช่วยเพิ่ม conjugation ของบิลิรูบินได้


การพิจารณาเลือกการรักษาในทารกครบกำหนด
 
การพิจารณาที่จะเลือกการรักษาโดยการส่องไฟหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้ ระดับและอัตราการเพิ่มของบิลิรูบิน อายุครรภ์ของทารก (gestational age) อายุหลังปฏิสนธิ (postnatal age) ระดับของการขาดน้ำและสาเหตุของการเกิดตัวเหลือง มีผู้กำหนดระดับ serum บิลิรูบิน และการเลือกชนิดของการรักษาไว้ดังนี้ (ตารางที่ 1)
 

อายุของทารกแรกเกิด
(ชั่วโมง)

ระดับ total serum bilirubin (mg/dL (mmol/L)) (1)

พิจารณาให้ส่องไฟ (2)

การส่องไฟ

การเปลี่ยนถ่ายเลือด

< 24 ชั่วโมง

 -

 -

 -

25 – 48 ชั่วโมง

> 12 (170)

> (15) 260

> (20) 340

49 – 72 ชั่วโมง

> 15 (260)

> (18) 310

> (25) 430

> 72 ชั่วโมง

> 17 (290)

> (20) 340

> (25) 430

 ตารางที่ 1 อายุของทารกแรกเกิด ระดับ total serum บิลิรูบินและวิธีการรักษา

 หมายเหตุ
(1) ทารกอายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์ขึ้นไป
(2) การพิจารณาให้มีการรักษาด้วยการส่องไฟในระดับที่มี total serum บิลิรูบิน ไม่สูงมากอาจต้องพิจารณาอาการของทารกในแต่ละรายไป
ซึ่งในที่นี้จะได้กล่าวถึงเฉพาะการรักษาด้วยการส่องไฟโดยละเอียดดังนี้คือ การรักษาด้วยการส่องไฟ (Phototherapy) คือ การรักษาที่ใช้แสงไฟฟ้า 200 – 400 แรงเทียนที่มี wave length 400 – 500 nm อาจเป็นแสงนีออนของหลอดไฟฟลูออเรดเซ้น (fluorescent lights)หรือแสงสีน้ำเงิน (Special Blue) ก็ได้ โดยความสว่างของแสงพลังงานแสงอย่างน้อยที่สุดที่มีประสิทธิภาพคือ 4 microwatt/m3 ใช้รักษาทารกที่มีตัวเหลืองหรือที่มีระดับบิลิรูบินสูง โดยแสงจะช่วยให้บิลิรูบินเกิดการเคลื่อนตัวจากผิวหนังไปสู่ blood plasma แล้วขับออกทางปัสสาวะและทางอุจจาระ


ชนิดของแสงที่ใช้ในการรักษาด้วยการส่องไฟ

มีหลากหลายชนิดได้แก่
(1) Halogen Spotlights แสงสีขาว ระยะห่างที่ทำให้การใช้งานมีประสิทธิภาพคือ ห่างจากตัวทารก 52 เซนติเมตร
(2) 2 Special Blue + 2 White fluorescent lights การใช้ผสมผสานระหว่างหลอดไฟซึ่งมีแสงสีฟ้าและสีขาว
(3) 4 White fluorescent lights
(4) Biliblanket มีลักษณะเป็นผ้าห่ม ซึ่งจะไม่ใช้ในการรักษาทารกที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์และทารกที่มีผิวหนังแตกแห้ง

โดยทั่วไปแสงสีขาว (polychromic white light) ใช้ได้ดีในการรักษา unconjugated hyperbilirubinemia และแสงสีฟ้าเขียว (blue-green light) ซึ่งมีความยาวคลื่นในช่วงของ 450 - 480 นาโนเมตรนั้น ถูกบิลิรูบินดูดซับได้ดีที่สุดจึงมีประสิทธิผลดีที่สุดสำหรับใช้รักษา แต่ในทางปฏิบัติแสงสีฟ้าอาจทำให้พยาบาลและแพทย์ผู้ดูแลมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้จากการที่ต้องดูแลทารกเป็นเวลานาน ดังนั้นอาจใช้หลอดไฟนีออนสีฟ้าสลับกับสีขาว (2 Special Blue + 2 White fluorescent lights) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาก็ได้ เพราะยิ่งมีความเข้มของแสงสูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาเพิ่มขึ้นเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราต้องการให้การรักษาได้ผลดีควรให้แสงอยู่ใกล้ตัวทารกและเพิ่มจำนวนไฟในการรักษา ดังจะเห็นได้ว่าบางครั้งแพทย์จะสั่งให้ Double หรือ Triple phototherapy ซึ่งจะพบว่าจะช่วยให้ระดับบิลิรูบินในกระแสเลือดของทารกลดลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและช่วยลดระยะเวลาในการรักษาด้วยการส่องไฟ (?it Sarici, S., Alpay, F., ?nay, B., ?zcan, O., & G?k?y, E. , 2000)
ข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยการส่องไฟและข้อบ่งชี้ในการหยุดส่องไฟ
ข้อบ่งชี้ในการใช้การรักษาด้วยการส่องไฟขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระดับของบิลิรูบินในกระแสเลือด อัตราการเพิ่มขึ้นของระดับของบิลิรูบินในกระแสเลือด อายุครรภ์ของทารก สาเหตุของการเกิดตัวเหลืองและภาวะสุขภาพของทารก โดยจะพบว่า พบว่าในระยะ 1 สัปดาห์แรกหลังคลอดทารกคลอดก่อนกำหนดมีอาการตัวเหลืองประมาณร้อยละ 60 และพบมากขึ้นร้อยละ 80 ในทารกเกิดก่อนกำหนด โดยข้อบ่งชี้ในการใช้การรักษาด้วยการส่องไฟมีดังนี้

  1. ทารกที่มีภาวะตัวเหลืองจากสาเหตุ blood group incompatibility หรือมีภาวะ hemolysis (reticulocyte count สูงผิดปกติและทารกมี hematocrit <40%) หรือน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 2,500 กรัม ถ้าอายุน้อยกว่า 48 ชั่วโมง ส่องไฟที่ระดับของบิลิรูบิน >10 มก./มล. ถ้าอายุมากกว่า 48 ชั่วโมง ส่องไฟเมื่อระดับสูงกว่า 15 มก./มล.
  2. ในกรณีที่ไม่ใช่ blood group incompatibility และไม่มี hemolysis และไม่พบความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดภาวะ บิลิรูบิน encephalopathy เช่น มีการติดเชื้อในเลือด, ภาวะ acidosis สำหรับทารกอายุ 48-72 ชั่วโมง ให้เริ่มส่องไฟเมื่อ บิลิรูบิน >15 มก./ดล.  สำหรับทารกอายุ >72 ชั่วโมง ให้เริ่มส่องไฟเมื่อ บิลิรูบิน >20 มก./ดล.
  3. ไม่ใช้การส่องไฟรักษา เมื่อมีข้อบ่งชี้ในการทำเปลี่ยนถ่ายเลือดหรือเป็น direct hyperbilirubinemia

ข้อบ่งชี้ในการหยุดส่องไฟ

ถ้าเริ่มส่องไฟภายใน 48 ชั่วโมงแรกจากภาวะ blood group incompatibility จะหยุดส่องไฟได้เมื่อ บิลิรูบิน น้อยกว่า 12 มก./ดล. ที่อายุ 72-96 ชั่วโมง หรือน้อยกว่า 15 มก./ดล. ที่อายุมากกว่า 96 ชั่วโมงขึ้นไปและถ้าเริ่มส่องไฟเมื่ออายุมากกว่า 48 ชั่วโมง จากสาเหตุใดก็ตาม จะหยุดส่องไฟได้เมื่อ บิลิรูบิน น้อยกว่า 15 มก./ดล. ที่อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 96 ชั่วโมง 

 

ภาวะแทรกซ้อนของการรักษาด้วยการส่องไฟ

   - Increases metabolic rate ซึ่งอาจพบว่าทารกอาจมีน้ำหนักตัวลดลง
   - ncreased water loss / dehydration ทารกมีภาวะเสียน้ำมากจากการระเหยของน้ำ เพราะว่าอุณหภูมิรอบตัวของทารกสูงขึ้น จึงจะต้องมีการทดแทนโดยให้น้ำมากขึ้นกว่าเดิม หรือโดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือด
   - Diarrhea ทารกอาจถ่ายเหลวจากการที่แสงที่ใช้ในการรักษา ทำให้มีการบาดเจ็บของเยื่อบุลำไส้ ทำให้มีการขาด enzyme lactase เป็นการชั่วคราว และจะดีขึ้นเมื่อหยุดการรักษาควรให้ทารกดูดนมมากๆ และบ่อยๆ เพื่อลดการเสียน้ำและเพิ่มการถ่ายอุจจาระ ถ้าทารกดูดหรือรับนม ไม่ได้หรือได้ไม่ดีก็ควรจะให้สารน้ำทางหลอดเลือด
   - Retinal damage ถ้าไม่ได้ปิดตาทารกให้มิดชิด อาจมีการบาดเจ็บเนื่องจากถูกแสงส่องนานทำให้ตาบอดได้ ดังนั้นการดูแลทารกในช่วงที่รับการส่องไฟ ก็ควรจะปิดตาทารกให้มิดชิด
   - Bronze babyหรือ tanning ทารกอาจจะมีสีผิวคล้ำขึ้นจากการที่ต้องถูกแสงอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน
   - Disturb of mother-infant interaction เนื่องจากต้องให้ทารกรักษาด้วยการส่องไฟอาจทำให้มารดามีโอกาสได้อุ้มและสัมผัสทารกน้อยลง ดังนั้นจึงควรให้มารดาเป็นผู้ป้อนนมแก่ทารกเพื่อใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการสร้างสัมพันธภาพ
   - Thermodynamic unstable ทารกอาจมีอุณหภูมิร่างกายสูงหรือต่ำกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรประเมินสัญญาณชีพอย่างสม่ำเสมอทุก 4 ชั่วโมง
   - non-specific erythrematous rash อาจมีผื่นขึ้นตามตัวเป็นการชั่วคราว

 

การพยาบาลทารกที่ได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ
  1. ตรวจหาหรือติดตามสาเหตุของการเกิดตัวเหลือง โดยดูจากเวลาที่เริ่มปรากฏตัวเหลือง ระยะเวลาของการเกิดตัวเหลือง อัตราการเพิ่มของระดับบิลิรูบิน ระดับสูงสุดของบิลิรูบินในกระแสเลือด หมู่เลือดมารดาและทารกและสภาพอาการของทารก
  2. ตรวจสภาพ การทำงานของหลอดไฟและดูระยะห่างจากหลอดไฟถึงทารกให้ห่างประมาณ 45 – 50 เซนติเมตร
  3. พิจารณาเริ่มให้มีการใช้การรักษาด้วยการส่องไฟในทารกที่มีระดับ indirect บิลิรูบิน ตั้งแต่ 5 mg/dl/kg
  4. ประเมินอุณหภูมิร่างกายของทารกและวัดอุณหภูมิตู้ incubator จนกระทั่งคงที่หรือประเมินทุก 4 ชั่วโมง
  5. ประเมินและปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม ถ้าหากอุณหภูมิห้องสูงควรปรับลดลงทีละ 2 –3 องศาและประเมินซ้ำภายหลังการปรับ 30 นาที
  6. ประเมินสัญญาณชีพทุก 2- 4 ชั่วโมง
  7. ประเมินการได้รับสารน้ำและดูแลให้ทารกได้รับสารน้ำหรือนมอย่างเพียงพอเพื่อให้ทารกสามารถขับบิลิรูบินออกทางอุจจาระได้ โดยส่วนใหญ่จะให้นมแก่ทารกทุก 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ควรป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการให้นมคือ การสำรอก ผู้ดูแลควรจับให้ทารกเรอระหว่างและหลังการให้นมทุกครั้ง
  8. ประเมินการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ลักษณะ สีของอุจจาระและปัสสาวะจะค่อยเปลี่ยนไปเมื่อทารกได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ คือจะเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีเขียวและสีเหลืองตามลำดับและปัสสาวะเนื่องจาก โดยปกติทารกควรปัสสาวะมากกว่า 6 ครั้งใน 24 ชั่วโมง ซึ่งการที่ทารกปัสสาวะบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดก้นแดงได้ ดังนั้นควรเช็ดทำความสะอาดด้วยสำลีชุบน้ำสะอาดแล้วเช็ดให้แห้งทุกครั้ง
  9. ดูแลให้ทารกได้รับนมมารดาได้เท่าที่มารดาต้องการหรือทารกต้องการ ในกรณีมารดายังไม่มี น้ำนม อาจให้นมผสมได้โดยนำทารกไปให้มารดาเป็นผู้ป้อนนม โดยปิดไฟ phototherapy เสมอเมื่อนำทารกออกไปให้นม
  10. ถอดเสื้อผ้าทารกออกเพื่อให้บริเวณที่มีพื้นที่ผิวมาก ซึ่งได้แก่หน้าอกและท้องได้สัมผัสกับแสง ทั้งนี้อาจใส่ผ้าอ้อมผืนเล็กๆได้ (a bikini diaper or mask) ในกรณีที่ทารกถ่ายอุจจาระปริมาณที่มากๆ
  11. ควรปิดตาทารกด้วยผ้าปิดตา (eye shield or mask) และเปิดออกอย่างน้อย 15 – 30 นาทีทุก 4 ชั่วโมงและทำความสะอาดตาให้ทารกด้วย NSS ตามปกติ ส่วนการพิจารณาว่าควรปิดตาหรือไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของแสงที่เลือกใช้ ดังนี้
    1. Blue fluorescent light ควรต้องประเมิน cardio-respiratory และปิดตาให้ทารก
    2. White fluorescent or Halogen spotlights อาจประเมิน cardio-respiratory หรือไม่ก็ได้ขั้นอยู่กับอาการของทารก แต่ต้องปิดตาให้ทารกทุกราย
    3. Biliblanket. ไม่จำเป็นต้องประเมิน cardio-respiratory หรือปิดตาให้ทารก
  12. ควรพลิกตัวทารกทุก 2- 4 ชั่วโมง ดูแลผิวหนังของทารกให้สะอาด ห้ามทารกโลชั่นหรือครีมใดๆ บนผิวหนังของทารกเพราะอาจทำให้เกิดการไหม้ได้ สังเกตการณ์เกิดผดผื่นต่างๆ ที่ขึ้นตามผิวหนังและประเมินลักษณะและความยืดหยุ่นของผิวหนัง
  13. ตรวจหาหรือติดตามผลระดับของบิลิรูบินในกระแสเลือดทุก 12 ชั่วโมง จากห้องปฏิบัติการโดยไม่ควรคาดคะแนความรุนแรงของภาวะตัวเหลืองจากสีผิวหนังของทารก
 ตัวอย่างหัวข้อในการประเมินทารกที่ได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟประจำวัน
ชื่อ-สกุลของทารก...................................การวินิจฉัยโรค...........เลขที่โรงพยาบาล............

วันที่ ............

   เวรเช้า  

   เวรบ่าย  

   เวรดึก  

 ระดับบิลิรูบิน
 น้ำหนักทารก (กรัม)
 อุณหภูมิทารก
 อุณหภูมิห้อง
 เวลาที่ปิดไฟ (lights off)
 ปริมาณนมที่ได้รับ
 สารน้ำชนิดอื่นๆ ที่ทารกได้รับ
 ลักษณะและจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ
 ลักษณะและจำนวนครั้งของการถ่ายปัสสาวะ
 การเปลี่ยนผ้าปิดตา
 การพลิกตัวเปลี่ยนท่านอน

มาตราฐานการพยาบาลในการให้คำแนะนำผู้ปกครองทารกที่ได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ

พยาบาลควรให้คำแนะนำและอธิบายแก่มารดาในเรื่องดังต่อไปนี้

  1. เหตุผลของการรักษาด้วยการส่องไฟ
  2. เหตุผลของการปิดตาทารกด้วยผ้าปิดตา (eye shield)
  3. เหตุผลของความจำเป็นที่ต้องให้ทารกนอนอยู่ใต้ไฟให้มากที่สุด

เอกสารอ้างอิง
     สรายุทธ สุภาพรรณชาติ.(2540). อาการเหลืองในทารกแรกเกิด. ใน : วันดี วราวิทย์, ประพุทธ ศิริปุณย์, สุรางค์ เจียมจรรยา บรรณาธิการ. ตำรากุมารเวชศาสตร์ (ฉบับเรียบเรียงใหม่ เล่ม 2). กรุงเทพฯ: บริษัทโฮลิสติก พับลิชชิ่ง: 51- 57.
     สรายุทธ สุภาพรรณชาติ.2547.อาการเหลืองในทารกแรกเกิด [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.ramacme.org/articles (4 กุมภาพันธ์ 2547)
     Bromiker, R. (No date). Neonatal Hyperbilirubinemia [Online]. Available: www.medslides.com/member/Pediatrics/Neonate_&_Newborn/ Neonatal_Jaundice.ppt [2004, February 5].
     Ipp, M. (2004). Jaundice and dehydration in the early discharged healthy term newborn. Available: http://www.utoronto.ca/kids/mijaund.htm [Online]. [2004, February 5].
     Kramer, L. I. (1969). Advancement of dermal icterus in the jaundiced newborn. American Journal Disease in Childhood, 118: 454 - 456. 
     Royal Prince Alfred Hospital. (No date). Phototherapy [Online]. Available: http://www.cs.nsw.gov.au/rpa/neonatal/html/nursing/photo.htm [2004, February 5].
     Texas Children’s Hospital. (2001). Phototherapy Lights [Online]. Available: http://www.texaschildrenshospital.org [2004, February 5].
     Tudehope, D. I., & Thearle,M. J. (1989). A primer of neonatal medicine. Sydney: Brooks Waterloo. 
     Uit Sarici, S., Alpay, F., Onay, B., Uzcan, O., & Gokcy, E. (2000).Double versus single phototherapy in term newborns with significant hyperbilirubinemia. Journal of Tropical Pediatric, 41(1): 36 – 39.
     Vanderbilt University Medical Center. (2003, 16 May). Care of the Infant with Hyperbilirubinemia-Children's Hospital, CL 30-19.01[Online]. Available: http://vumcpolicies.mc.vanderbilt.edu  [2004, February 5].