ความพิการแต่กำเนิดของระบบทางเดินอาหาร
ความพิการแต่กำเนิดของระบบทางเดินอาหารจะมีผลต่อการรับประทาน การขนส่ง การย่อยและการดูดซึมอาหาร และส่งผลกระทบไปถึงการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของเด็กต่อไป ความพิการแต่กำเนิดอาจเกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม แต่ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากทั้งพันธุกรรมและ สิ่งแวดล้อม
ความพิการแต่กำเนิดของระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยในเด็กมีดังนี้
1. ปากแหว่ง เพดานโหว่ [Cleft Lip: CL and Cleft Palate: CP]
ปากแหว่ง สาเหตุมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น พ่อแม่มีอายุมาก แม่ขาดอาหาร,ได้รับยาบางชนิดหรือถูกรังสีขณะตั้งครรภ์ ความพิการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เป็นตัวอ่อนในครรภ์เกิดเป็นรอยแหว่งขึ้น
เพดานโหว่ อาจเกิดเฉพาะบริเวณเพดานอ่อน หรือรวมไปถึงเพดานแข็ง จะพบปากแหว่งและเพดานโหว่ร่วมกัน บ่อยกว่าปากแหว่งหรือเพดานโหว่อย่างเดียวเกือบ 2 เท่า
การรักษา โดยการผ่าตัดตบแต่งปิดรอยแหว่งหรือรอยโหว่
ปากแหว่ง จะทำการผ่าตัดเร็วที่สุดที่จะทำได้ เพื่อให้เด็กดูดนมได้และช่วยด้านจิตสังคม ให้บิดามารดายอมรับทารก ส่งเสริมสัมพันธภาพมารดา-ทารก โดยคำนึงถึงความพร้อมของทารกที่จะเข้ารับการผ่าตัด เช่น อายุ น้ำหนัก และระดับของฮีโมโกลบินในเลือด ซึ่งปกติมักจะทำเมื่อเด็กอายุ 6-12 สัปดาห์
เพดานโหว่ มักจะทำการผ่าตัดปิดรอยโหว่ในภายหลัง ส่วนใหญ่มักจะรอทำเมื่อเด็กอายุประมาณ 1-1 1/2 ปี ถ้าผ่าตัดเร็วเกินไปจะเป็นอันตรายต่อรากฟัน แต่ถ้าทำช้าเกินไปจะทำให้พูดไม่ชัด ในกรณีที่ต้องรอทำผ่าตัดเป็นเวลานานๆ มักจะใช้เพดานเทียม (Obturator) ปิดรอยโหว่ไว้ก่อน
การพยาบาล
ในระยะก่อนผ่าตัด
1. ดูแลให้ได้รับน้ำและนมอย่างเพียงพอ ป้องกันการสำลักน้ำและนม
1.1 อุ้มหรือจัดท่าศีรษะสูง ขณะให้น้ำหรือนม
1.2 ให้นมทีละน้อย บ่อยครั้ง จับเรอขณะและหลังให้นมบ่อยๆ ถ้าหลับขณะดูดนม หยุดให้ก่อน ไม่ควรกระตุ้นให้ดูด อาจสำลักนมได้
1.3 หลังให้นม ไม่ให้นอนหงายราบ ควรให้นอนคว่ำหรือนอนศีรษะสูง
1.4 วิธีการให้นมดูดจากขวด ถ้าดูดจากขวด ใช้จุกนมที่นิ่มและเจาะรูโตกว่าปกติเล็กน้อย ถ้าดูดนมมารดา นวดเต้านมก่อนให้เด็กดูด เพื่อช่วยให้น้ำนมไหลออกได้ง่าย ไม่ต้องใช้แรงดูดมาก
- หลอดหยด, กระบอกสูบ ที่ตรงปลายมีปลอกหุ้ม ป้องกันการกระทบกระเทือนกับเหงือก ปล่อยนมไหลลงกระพุ้งแก้มช้าๆ
- ใช้ช้อนป้อน หรือให้ทางสายยาง
1.5 ในรายที่มีเพดานโหว่และรอผ่าตัดเป็นเวลานานจนเด็กโตขึ้นแล้ว ก็ให้อาหารเสริม เช่นเดียวกับเด็กปกติ โดยใช้ช้อนป้อน แต่ไม่ควรให้อาหารที่เป็นเมล็ดพืชหรือเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อป้องกันการอุดตันของทางเดินหายใจ
2. ป้องกันและสังเกตการติดเชื้อในช่องปาก และหูชั้นกลาง
2.1 ทำความสะอาดปากและริมฝีปาก หลังให้นมทุกครั้ง
2.2 ป้องกันการสูดสำลักจากการให้นม หลีกเลี่ยงการนอนหงายราบนานๆ
2.3 สังเกตอาการของการติดเชื้อในปาก คอ และหูชั้นกลาง
3. ลดความวิตกกังวลของบิดามารดา
3.1 อธิบายสาเหตุและวิธีการรักษาพยาบาล เปิดโอกาสให้แสดงความรู้สึกและซักถามได้
3.2 กระตุ้นให้บิดามารดาอุ้มชู สัมผัสเด็ก สอนและแนะนำวิธีการให้นมที่ถูกต้อง และการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจในระยะก่อนผ่าตัด
หลังผ่าตัดตบแต่งปากแหว่ง
1. ป้องกันแผลผ่าตัดแยก
1.1 ไม่ปล่อยให้อยู่ตามลำพังโดยไม่ได้ผูกยึด ท่านอนให้นอนหงาย
1.2 งดการดูด ให้นมวิธีการอื่น หลีกเลี่ยงหรือป้องกันไม่ให้เด็กร้อง ให้ของเล่นมีขนาดใหญ่
2. ป้องกันแผลติดเชื้อ
2.1 ให้น้ำตามหลังการให้นม และทำความสะอาดแผลด้วย NSS หรือ half-strength H2O2
2.2 ทาแผลด้วย antibiotic ointment สังเกตลักษณะและการติดของแผล
3. ป้องกันการสูดสำลัก ดูดเสมหะด้วยความนุ่มนวล
4. ประคับประคองด้านจิตใจบิดามารดา
|
ก่อนผ่าตัด |
หลังผ่าตัด |
หลังผ่าตัดตบแต่งเพดานโหว่
1. ป้องกันแผลแยก
1.1 ระมัดระวังการดูดเสมหะในปาก ใช้ bulb syringe แทนใช้เครื่องดูด
1.2 งดการดูด หรือใช้หลอดดูด ใช้ดื่มจากแก้ว หรือใช้ด้านข้างของช้อนป้อนให้
1.3 ไม่ให้เด็กตักอาหารรับประทานเอง หรือใช้ช้อนส้อม
1.4 ป้องกันไม่ให้ร้องให้ เป่า หรือเอาของเข้าทางปาก
2. ป้องกันแผลติดเชื้อ ให้น้ำตามหลังการให้นม
3. ป้องกันทางเดินหายใจอุดตัน ให้นอนคว่ำ หรือนอนตะแคง
หลังผ่าตัดแนะนำบิดามารดานำเด็กมาตรวจตามแพทย์นัด เพื่อประเมินผลและแก้ไขการพูดที่ ผิดปกติของเด็ก เช่น ผ่าตัดแก้ไขร่วมกับการทำอรรถบำบัด [Speech therapy]



