ผู้สนับสนุน...
หน้าบ้าน Newborn การเจริญเติบโต - ปัญหาสุขภาพของทารกแรกเกิด

การเจริญเติบโต - ปัญหาสุขภาพของทารกแรกเกิด

User Rating: / 25
แย่ดีที่สุด 
ดัชนีบทความ
การเจริญเติบโต
ปัญหาสุขภาพของทารกแรกเกิด
บทบาทของพยาบาลในการสร้างเสริมสุขภาพ
ทุกหน้า

ปัญหาสุขภาพของทารกแรกเกิดและแนวทางในการดูแล

  1. ภาวะตัวเย็นและภาวะอุณหภูมิกายสูง (Hypo-hyperthermia)

    1.1  ภาวะอุณหภูมิกายสูงในทารกแรกเกิด หมายถึงอุณหภูมิทวารหนักเกิน 37.5°ซ สาเหตุพบบ่อยกว่าการติดเชื้อคือการอยู่ในอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมที่ร้อนไป  ทารกได้รับการสวมเสื้อและห่อผ้า หรือห่อผ้าตลอดเวลา    อาการของทารกมีดังนี้ ระยะแรกทารกจะหงุดหงิด เมื่อร้อนมากขึ้น ทารกมีการเคลื่อนไหวลดลง หายใจเร็วและแรง หรือหยุดหายใจ ซึม การสัมผัสผิวหนังพบว่าอุ่นกว่าปกติ  การดูแล   ให้เช็ดตัวด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิ 35°ซ  จนกว่าอุณหภูมิกายปกติ   เมื่ออุณหภูมิกายทารกกลับมาปกติทารกจะหายซึมและมีการเคลื่อนไหวปรกติ (active) หากอุณหภูมิลดลงแล้ว ทารกยังมีอาการซึม ต้องรีบพาไปพบแพทย์

    1.2  ภาวะตัวเย็นในทารกแรกเกิดหมายถึง อุณหภูมิทวารหนักต่ำกว่า 36.5°ซ  แต่ทารกอาจมีอาการผิดปกติตั้งแต่อุณหภูมิต่ำกว่า 36.8°ซ  ปัญหานี้พบได้บ่อยกว่าภาวะอุณหภูมิกายสูง   เนื่องจากปรับอุณหภูมิห้อง (ห้องคลอด ห้องเด็กอ่อน) ที่ทารกอยู่ต่ำเกิน พบภาวะนี้บ่อยในฤดูกาลที่มีอากาศเย็น  อาการเริ่มแรกคือ มือเท้าเย็น ตัวซีด ผิวหนังลายจากเส้นเลือดขยายตัว ซึม ดูดนมช้า ดูดนมน้อยลงหรือไม่ดูดนม อาเจียน ท้องอืด น้ำหนักไม่ขึ้น หรือน้ำหนักลดเป็นต้น การดูแล ให้ความอบอุ่น เมื่อทารกมีอุณหภูมิกายปกติ ทารกจะหายซึมและมีการเคลื่อนไหวปกติ (active)  โดยจะทราบผลภายใน 1 ชั่วโมง หากอุณหภูมิปกติแล้ว ทารกยังมีอาการซึม ให้พามาพบแพทย์  

    การป้องกัน   ปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อย่าให้มีลมธรรมชาติหรือกระแสอากาศจากพัดลมหรือเครื่องทำความเย็นพัดผ่านตำแหน่งที่ทารกนอน หรือตู้อบ สวมหมวกเสื้อและห่มผ้าให้ทารกในฤดูกาลที่อากาศเย็น ในฤดูกาลที่อากาศร้อน ให้อยู่ในห้องที่อากาศร้อนน้อยที่สุดในบ้าน หลีกเลี่ยงการหุ้มห่อผ้าที่หนาเกินและการห่มผ้า  วัดอุณหภูมิซ้ำ

  2. เยื่อบุนัยน์ตาอักเสบ (conjunctivitis)
    เกิดจากการระคายเคืองของสารเคมี หรือจากการติดเชื้อที่ทารกได้รับขณะผ่านหนทางคลอด (birth canal) หรือได้รับภายหลังคลอดขณะอยู่ในโรงพยาบาล  ทารกแรกเกิดทุกคนต้องได้รับการป้องกันเยื่อบุนัยน์ตาอักเสบโดยการหยอด/ป้ายตาด้วย 1% silver nitrate ข้างละ 2 หยด หรือ1% tetracycline หรือ 0.5% erythromycin ophthalmic ointment ภายใน1 ชั่วโมงหลังคลอด การดูแลคือ การทำความสะอาดด้วยสำลีชุบน้ำกลั่น เมื่ออาบน้ำครั้งแรกและสังเกตอาการต่อไป
  3. การอาเจียน (vomiting) /การสำรอก

    สาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้
    3.1    การร้องไห้รุนแรงเป็นเวลานาน พบในกรณีที่มารดาเคร่งครัดกับเวลาของการให้นม แล้วปล่อยให้ทารกร้องนานเพราะทารกหิวก่อนเวลาจนกว่าถึงเวลามื้อนมที่มารดากำหนด 
    3.2    มีลมในกระเพาะอาหารซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ทารกกลืนลมเพราะกลืนนมถี่ไปจากน้ำนมแม่มีมากและไหลเร็วมาก การให้ทารกดูดเต้านมที่คัดหรือเต้านมที่มีน้ำนมน้อยนานเกิน หรือดูดขวดนมเปล่า การป้อนนมผสม โดยใช้ผ้าหนุนขวดนมเพราะมีความเชื่อว่าการอุ้มทำให้ทารกติดมือ หรือไม่ถือขวดนมให้น้ำนมท่วมจุกนมตลอดเวลา
    3.3 การได้รับนมมากเกินไป เพราะมารดาไม่เข้าใจความหมายของการร้องไห้ของทารกมักให้ทารกดูดนมทุกครั้งที่ทารกร้องไห้ เพราะคิดว่าทารกหิว 

    สำหรับการสำรอกนั้นลักษณะอาการทารกจะมีเมือกหรือนมย่อย ออกมาจากปากในปริมาณเล็กน้อยถึงมากสาเหตุอาจเกิดจาก หลังให้ทารกกินนมแล้วไม่จับเรอ หรือการจัดท่านอนไม่ถูกต้อง เช่น ให้นอนราบ

    การป้องกัน เลี้ยงทารกด้วยนมแม่ หากมีความจำเป็นต้องเลี้ยงด้วยนมผสม ต้องให้ทารกดูดนมจากขวดโดยอุ้มทารกอยู่ในท่าลำตัวและศีรษะของทารกสูง และถือขวดนมให้น้ำนมท่วมจุกนมตลอดเวลา หลังมื้อนมต้องไล่ลมหรือทำให้ทารกเรอโดยการจับทารกนั่งตัวตรงบนตักคุณแม่หรืออุ้มพาดบ่านาน 5-10 นาทีหลังมื้อนม การนอนตะแคงขวาร่วมกับนอนท่าศีรษะสูงช่วยป้องกันการอาเจียน และการสำรอกนม
  4. เชื้อราในปาก (Thrush / Oral Candidiasis)    เกิดจากเชื้อรา Candida ที่ทารกได้รับขณะทารกผ่านช่องคลอดมารดา หรือจากจุกนมที่ปนเปื้อนเชื้อรา  โดยพบแผ่น (plaque) สีขาวคล้ายคราบนม (curd) ติดอยู่ตามริมฝีปาก ลิ้น เหงือก เพดาน และ/หรือกระพุ้งแก้ม แผ่นติดแน่นกับเยื่อบุ เขี่ยออกยาก  ทารกอาจดูดนมได้น้อยลงหรืออาจไม่มีอาการใด ๆ 

    การป้องกัน  ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  หากจำเป็นต้องเลี้ยงนมผสม ต้องทำความสะอาดขวดและจุกด้วยน้ำยาทำความสะอาดขวดนมและต้มในน้ำเดือดนาน 10 นาทีทุกครั้งก่อนใช้ผสมนม

    การรักษา    1% Gentian violet  ป้ายตำแหน่งที่มีแผ่นขาว วันละ 3 ครั้งหลังดูดนม หรือ nystatin suspension 200,000-400,000 ยูนิต/วัน แบ่งให้ทุก 4-6 ชม. ให้ยากระจายทั่วปาก 
  5. ฝีจากวัคซีนวัณโรค (BCG Abscess)
    ทารกแรกเกิดทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรคในวันแรกหลังคลอด ตำแหน่งที่ฉีดอาจเป็นที่หัวไหล่ข้างซ้ายหรือขวา หรือที่ตะโพก  เมื่ออายุ 1 เดือนตำแหน่งที่ฉีดปรากฏเป็นฝีเล็ก ๆ และแห้งกลายเป็นแผลเป็นบุ๋มเมื่ออายุประมาณ 2 เดือนโดยไม่ต้องให้การดูแลและรักษาใด ๆ ทารกบางคนอาจมีฝีขนาดใหญ่ แตก และมีหนองไหล และเป็นฝีอยู่นานกว่า 2 เดือน หากมีลักษณะดังกล่าว ให้การดูแลโดยเช็ดแผลด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุก และเช็ดรอบแผลด้วยแอลกอฮอล์  70 % วันละหลาย ๆ ครั้งจนกว่าแผลแห้ง  
  6. ผื่นผ้าอ้อม (Diaper rash)
    เป็นการอักเสบของผิวหนังจากการระคายเคืองของสิ่งที่มาสัมผัส (irritant contact dermatitis) การตอบสนองต่อความชื้นเกิน  การเสียดสี การสัมผัสปัสสาวะหรืออุจจาระที่นานเกิน การคั่งค้างของน้ำยาซักผ้าอ้อม การอับแฉะ  หรือสารที่ใช้ทาผิวหนัง ทำให้ผิวหนังใต้ผ้าอ้อมแดง มักเป็นผื่นและเม็ดตุ่มพองขนาดเล็ก หรือเม็ดพองขนาดใหญ่

    การป้องกัน ผิวหนังใต้ผ้าอ้อมต้องดูแลให้แห้งและสะอาด อย่าปล่อยให้แช่อุจจาระหรือปัสสาวะ   ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม รีบล้างให้ทั่วด้วยสบู่อ่อน ๆ และน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง  หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอ้อมทั้งวัน  อาจทาสารปกป้องผิวหนัง เช่น zinc oxide paste หลังการทำความสะอาดจนทั่ว

    การรักษา   ทาผื่นด้วยขี้ผึ้ง 1% hydrocortisone ทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม จนกว่าผื่นหาย
  7. ภาวะตัวเหลือง (Physiologic Jaundice) เกิดจากตัวของทารกยังทำหน้าที่ในการขับถ่าย bilirubin ได้ไม่สมบูรณ์ จะเกิดในวันที่ 2-3 หลังเกิด  ควรกระตุ้นการขับถ่ายบิริรูบินโดยให้ทารกดูดน้ำและนมมากๆ  เพื่อขับ bilirubin  ออกมาทางอุจจาระ  ปัสสาวะ  สังเกตอาการตัวเหลือง  ทารกจะเริ่มเหลืองจากบริเวณใบหน้าเข้าหาลำตัว  แขน ขา สุดท้ายที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า หากมากขึ้นหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยควรรีบมาพบแพทย์ นอกจากนี้ยังพบภาวะตัวเหลืองจากการกินนมมารดา (Breast milk Jaundice)  สาเหตุเกิดจากในนมแม่มีสาร pregnanediol  และ B-glucuronidase ซึ่งทำให้เกิดภาวะเหลือง พบ 2-4 % ในทารกที่กินนมแม่ จะเหลืองในวันที่ 3-5 หลังคลอดและจะเหลืองนาน 2-3 เดือน การดูแลคือให้ทารกกินนมมารดาต่อไป และให้มารดางดอาหารที่มีแคโรทีนสูง เช่น มะละกอ ฟักทอง เป็นต้น
  8. ภาวะตื่นบ่อยเวลากลางคืน พบได้บ่อยในทารกช่วง1 เดือนแรก ทารกมักจะหลับในเวลากลางวัน และตื่นในเวลากลางคืน ซึ่งจะทำให้มารดาเครียดและพักผ่อนไม่พอ การดูแลคือ เวลากลางวันที่ทารกตื่น ให้เล่นกับทารก เพื่อให้หลับในเวลากลางคืน หากทารกตื่นในเวลากลางคืนไม่ควรเปิดไฟมาเล่นกับทารกเพราะจะทำให้ทารกเคยชิน ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบ ลดสิ่งกระตุ้น ปิดไฟ เวลานอน
  9. อุบัติเหตุ ที่พบบ่อยได้แก่ การสำลักน้ำ/นม และหายใจไม่ออกเนื่องจากมีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ     การสำลักน้ำหรือนม ป้องกันโดยมารดาต้องอุ้มทารกเวลาให้นม หลังให้นมแล้วควรจับเรอเอาลมออกมา เมื่อจะให้ทารกนอนควรจัดท่านอนให้ตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง กรณีที่ ทารกสำลักนม ควรใช้ลูกสูบยางแดงดูดเอาเศษนม น้ำมูก และน้ำลายออกจากปากและจมูกให้หมด หากอาการไม่ดีขึ้น ตัวเขียว ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล ส่วนการป้องกันสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ ควรจัดหาที่นอนที่ไม่อ่อนนุ่มเกินไป