ผู้สนับสนุน...
หน้าบ้าน Newborn การเจริญเติบโต

การเจริญเติบโต

User Rating: / 25
แย่ดีที่สุด 
ดัชนีบทความ
การเจริญเติบโต
ปัญหาสุขภาพของทารกแรกเกิด
บทบาทของพยาบาลในการสร้างเสริมสุขภาพ
ทุกหน้า

การเจริญเติบโต พัฒนาการและการสร้างเสริมสุขภาพทารกแรกเกิด

ผศ.เนตรทอง   นามพรม
 ผศ.พัชรี    วรกิจพูนผล

     การดูแลทารกแรกเกิดที่ไม่เจ็บป่วย เช่น ทารกที่รอกลับบ้านพร้อมแม่หลังคลอด เพื่อไม่ให้ทารกเจ็บป่วย  ไม่อยู่โรงพยาบาลนาน  ไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายของการรักษาจากการเกิดโรคแทรกซ้อน  จากความบกพร่องของการดูแลนั้น ต้องใช้หลักการสร้างเสริมสุขภาพ โดยหลักการดูแลต้องมุ่งที่การป้องกันการเจ็บป่วย  โดยปฏิบัติตามหลักการดูแลทารกแรกเกิดอย่างครบถ้วนและเคร่งครัด  ซึ่งพยาบาลที่ดูแลทารกจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะและสรีรวิทยาของทารกแรกเกิด  เพราะช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญของชีวิต  เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยามาก  จากการที่ทารกพึ่งพามารดาขณะอยู่ในครรภ์มาเป็นพึ่งพาตัวเองนอกครรภ์มารดา  ทำให้อัตราการเจ็บป่วยและอัตราการตายของทารกในระยะนี้สูงกว่าเด็กวัยอื่นๆ

ความหมายของทารกแรกเกิด
     ทารกแรกเกิดหมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดาจนถึงอายุ 28 วัน  โดยคลอดเมื่ออายุครรภ์ครบกำหนด  ระบบกายวิภาคและสรีรวิทยาของทารกมีการพัฒนาพร้อมที่จะออกมาอยู่นอกครรภ์มารดา  เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วทารกจะมีศักยภาพและพร้อมสำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  ซึ่งการปรับตัวเช่นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญเติบโตและพัฒนาการในอนาคต ทารกแรกเกิดเป็นกลุ่มประชากรที่มีอัตราการเจ็บป่วย (morbidity) และการสูญเสียชีวิต (mortality) มากที่สุดเมื่อเทียบกับประชากรวัยอื่นๆ 

      การปรับตัวของทารกแรกเกิดภายหลังคลอด (Transition to extrauterine life )
ทารกจะต้องปรับตัวจากการรับออกซิเจนทางรกของมารดาเปลี่ยนเป็นการหายใจเองโดยปอด ดังนั้นจึงสังเกตพบว่า ในช่วงสัปดาห์แรก ทารกจะมีการหายใจไม่สม่ำเสมอ บางครั้งหายใจเร็ว เสียงดัง บางครั้งจะหยุดหายใจไป การหายใจครั้งแรกของทารกเกิดจากหลายองค์ประกอบ ได้แก่ การกระตุ้นจากการผ่านทางช่องคลอด ภาวะขาดออกซิเจน (asphyxia) จากการตัดสายสะดือ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและการกระตุ้นทางประสาทสัมผัสหลังคลอดจากการสัมผัส แสง เสียง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจ

พัฒนาการของทารกแรกเกิด

  1. พัฒนาการด้านร่างกาย จะมีพัฒนาการของระบบกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วมาก ทั้งในส่วนความยาวและความกว้าง เช่น กล้ามเนื้อตาจะแข็งแรงขึ้น ในระยะแรกเกิดยังทำงานไม่ประสานกัน และไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้มองอย่างไร้จุดหมาย ไม่สามารถมองจับสิ่งใดจนกว่าจะอายุ 7 วัน เรตินาในลูกตายังทำหน้าที่ได้ไม่ดี จะมีลักษณะของตาบอดสี ทารกจะแยกความมืดและความสว่างออกจากกันได้ จะกระพริบตาเมื่อมีแสงจ้ามากระทบ ยังไม่สามารถแยกความแตกต่างของคลื่นเสียงได้ เส้นประสาทมีความรู้สึกเมื่อถูกแตะต้อง  หรือเมื่อมีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง บริเวณที่รับความรู้สึกได้มากที่สุดคือ ริมฝีปาก ฝ่าเท้า เปลือกตา สำหรับการนอนหลับ 1-3 วันแรกทารกจะนอนหลับวันละประมาณ 20 ชั่วโมง และตื่นทุกๆ 2-3 ชั่วโมง  ตื่นง่ายเมื่อมีสิ่งกระตุ้น
  2. พัฒนาการด้านอารมณ์ เมื่อแรกคลอด ทารกจะมีอารมณ์ตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นจะมีพัฒนาการของอารมณ์ดังนี้
    2.1 อารมณ์พอใจ แจ่มใส ดีใจ จะเกิดเมื่อทารกถูกสัมผัสตัวเบาๆ เมื่อได้รับความอบอุ่นด้วยการกอด เมื่อได้ดูดนม หรือได้รับการเห่ไกว เป็นต้น
    2.2 อารมณ์ไม่พอใจ จะเกิดขึ้นเมื่อทารกถูกจับไม่ให้เคลื่อนไหว ถูกเปลี่ยนท่าอย่างรวดเร็ว ไม่ได้รับการอุ้มชู ได้ยินเสียงดังทันที หรือเมื่อมีความเจ็บป่วย เป็นต้น
  3. พัฒนาการด้านสังคม ทารกแรกเกิดจะมีความไวต่อการกระตุ้นทางประสาทสัมผัส และต่อการรับรู้เสียงคนอาจจะเป็นเสียงพูดหรือไม่ใช่เสียงพูดก็ได้ เช่น เมื่อทารกกำลังร้องไห้ หากได้ยินเสียงปลอบโยน หรือได้รับการสัมผัส ทารกจะเงียบและหยุดฟัง   เสียงร้องไห้หรือเสียงอื่นๆ จะพัฒนาเป็นภาษาพูดต่อไป
  4. พัฒนาการด้านสติปัญญา ทารกจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้า เช่น ตอบสนองต่อเสียงที่ได้ยิน แต่ไม่สามารถหันตามเสียงที่ได้ยินได้ เนื่องจากระบบประสาทส่วนกลางยังไม่สมบูรณ์  แต่สามารถจำแนกเสียงแหลม เสียงห้าว ได้ จะเห็นได้ว่าทารกจะชอบฟังเสียงเห่กล่อมที่เป็นเสียงแหลมมากกว่าเสียงทุ้ม นอกจากนี้ยังมองตามของเล่นที่มีสีสัน ที่อยู่ใกล้ภายในระยะ 8 นิ้ว และอยู่ตรงกลางสายตา

ปัญหาสุขภาพของทารกแรกเกิดและแนวทางในการดูแล

  1. ภาวะตัวเย็นและภาวะอุณหภูมิกายสูง (Hypo-hyperthermia)

    1.1  ภาวะอุณหภูมิกายสูงในทารกแรกเกิด หมายถึงอุณหภูมิทวารหนักเกิน 37.5°ซ สาเหตุพบบ่อยกว่าการติดเชื้อคือการอยู่ในอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมที่ร้อนไป  ทารกได้รับการสวมเสื้อและห่อผ้า หรือห่อผ้าตลอดเวลา    อาการของทารกมีดังนี้ ระยะแรกทารกจะหงุดหงิด เมื่อร้อนมากขึ้น ทารกมีการเคลื่อนไหวลดลง หายใจเร็วและแรง หรือหยุดหายใจ ซึม การสัมผัสผิวหนังพบว่าอุ่นกว่าปกติ  การดูแล   ให้เช็ดตัวด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิ 35°ซ  จนกว่าอุณหภูมิกายปกติ   เมื่ออุณหภูมิกายทารกกลับมาปกติทารกจะหายซึมและมีการเคลื่อนไหวปรกติ (active) หากอุณหภูมิลดลงแล้ว ทารกยังมีอาการซึม ต้องรีบพาไปพบแพทย์

    1.2  ภาวะตัวเย็นในทารกแรกเกิดหมายถึง อุณหภูมิทวารหนักต่ำกว่า 36.5°ซ  แต่ทารกอาจมีอาการผิดปกติตั้งแต่อุณหภูมิต่ำกว่า 36.8°ซ  ปัญหานี้พบได้บ่อยกว่าภาวะอุณหภูมิกายสูง   เนื่องจากปรับอุณหภูมิห้อง (ห้องคลอด ห้องเด็กอ่อน) ที่ทารกอยู่ต่ำเกิน พบภาวะนี้บ่อยในฤดูกาลที่มีอากาศเย็น  อาการเริ่มแรกคือ มือเท้าเย็น ตัวซีด ผิวหนังลายจากเส้นเลือดขยายตัว ซึม ดูดนมช้า ดูดนมน้อยลงหรือไม่ดูดนม อาเจียน ท้องอืด น้ำหนักไม่ขึ้น หรือน้ำหนักลดเป็นต้น การดูแล ให้ความอบอุ่น เมื่อทารกมีอุณหภูมิกายปกติ ทารกจะหายซึมและมีการเคลื่อนไหวปกติ (active)  โดยจะทราบผลภายใน 1 ชั่วโมง หากอุณหภูมิปกติแล้ว ทารกยังมีอาการซึม ให้พามาพบแพทย์  

    การป้องกัน   ปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อย่าให้มีลมธรรมชาติหรือกระแสอากาศจากพัดลมหรือเครื่องทำความเย็นพัดผ่านตำแหน่งที่ทารกนอน หรือตู้อบ สวมหมวกเสื้อและห่มผ้าให้ทารกในฤดูกาลที่อากาศเย็น ในฤดูกาลที่อากาศร้อน ให้อยู่ในห้องที่อากาศร้อนน้อยที่สุดในบ้าน หลีกเลี่ยงการหุ้มห่อผ้าที่หนาเกินและการห่มผ้า  วัดอุณหภูมิซ้ำ

  2. เยื่อบุนัยน์ตาอักเสบ (conjunctivitis)
    เกิดจากการระคายเคืองของสารเคมี หรือจากการติดเชื้อที่ทารกได้รับขณะผ่านหนทางคลอด (birth canal) หรือได้รับภายหลังคลอดขณะอยู่ในโรงพยาบาล  ทารกแรกเกิดทุกคนต้องได้รับการป้องกันเยื่อบุนัยน์ตาอักเสบโดยการหยอด/ป้ายตาด้วย 1% silver nitrate ข้างละ 2 หยด หรือ1% tetracycline หรือ 0.5% erythromycin ophthalmic ointment ภายใน1 ชั่วโมงหลังคลอด การดูแลคือ การทำความสะอาดด้วยสำลีชุบน้ำกลั่น เมื่ออาบน้ำครั้งแรกและสังเกตอาการต่อไป
  3. การอาเจียน (vomiting) /การสำรอก

    สาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้
    3.1    การร้องไห้รุนแรงเป็นเวลานาน พบในกรณีที่มารดาเคร่งครัดกับเวลาของการให้นม แล้วปล่อยให้ทารกร้องนานเพราะทารกหิวก่อนเวลาจนกว่าถึงเวลามื้อนมที่มารดากำหนด 
    3.2    มีลมในกระเพาะอาหารซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ทารกกลืนลมเพราะกลืนนมถี่ไปจากน้ำนมแม่มีมากและไหลเร็วมาก การให้ทารกดูดเต้านมที่คัดหรือเต้านมที่มีน้ำนมน้อยนานเกิน หรือดูดขวดนมเปล่า การป้อนนมผสม โดยใช้ผ้าหนุนขวดนมเพราะมีความเชื่อว่าการอุ้มทำให้ทารกติดมือ หรือไม่ถือขวดนมให้น้ำนมท่วมจุกนมตลอดเวลา
    3.3 การได้รับนมมากเกินไป เพราะมารดาไม่เข้าใจความหมายของการร้องไห้ของทารกมักให้ทารกดูดนมทุกครั้งที่ทารกร้องไห้ เพราะคิดว่าทารกหิว 

    สำหรับการสำรอกนั้นลักษณะอาการทารกจะมีเมือกหรือนมย่อย ออกมาจากปากในปริมาณเล็กน้อยถึงมากสาเหตุอาจเกิดจาก หลังให้ทารกกินนมแล้วไม่จับเรอ หรือการจัดท่านอนไม่ถูกต้อง เช่น ให้นอนราบ

    การป้องกัน เลี้ยงทารกด้วยนมแม่ หากมีความจำเป็นต้องเลี้ยงด้วยนมผสม ต้องให้ทารกดูดนมจากขวดโดยอุ้มทารกอยู่ในท่าลำตัวและศีรษะของทารกสูง และถือขวดนมให้น้ำนมท่วมจุกนมตลอดเวลา หลังมื้อนมต้องไล่ลมหรือทำให้ทารกเรอโดยการจับทารกนั่งตัวตรงบนตักคุณแม่หรืออุ้มพาดบ่านาน 5-10 นาทีหลังมื้อนม การนอนตะแคงขวาร่วมกับนอนท่าศีรษะสูงช่วยป้องกันการอาเจียน และการสำรอกนม
  4. เชื้อราในปาก (Thrush / Oral Candidiasis)    เกิดจากเชื้อรา Candida ที่ทารกได้รับขณะทารกผ่านช่องคลอดมารดา หรือจากจุกนมที่ปนเปื้อนเชื้อรา  โดยพบแผ่น (plaque) สีขาวคล้ายคราบนม (curd) ติดอยู่ตามริมฝีปาก ลิ้น เหงือก เพดาน และ/หรือกระพุ้งแก้ม แผ่นติดแน่นกับเยื่อบุ เขี่ยออกยาก  ทารกอาจดูดนมได้น้อยลงหรืออาจไม่มีอาการใด ๆ 

    การป้องกัน  ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  หากจำเป็นต้องเลี้ยงนมผสม ต้องทำความสะอาดขวดและจุกด้วยน้ำยาทำความสะอาดขวดนมและต้มในน้ำเดือดนาน 10 นาทีทุกครั้งก่อนใช้ผสมนม

    การรักษา    1% Gentian violet  ป้ายตำแหน่งที่มีแผ่นขาว วันละ 3 ครั้งหลังดูดนม หรือ nystatin suspension 200,000-400,000 ยูนิต/วัน แบ่งให้ทุก 4-6 ชม. ให้ยากระจายทั่วปาก 
  5. ฝีจากวัคซีนวัณโรค (BCG Abscess)
    ทารกแรกเกิดทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรคในวันแรกหลังคลอด ตำแหน่งที่ฉีดอาจเป็นที่หัวไหล่ข้างซ้ายหรือขวา หรือที่ตะโพก  เมื่ออายุ 1 เดือนตำแหน่งที่ฉีดปรากฏเป็นฝีเล็ก ๆ และแห้งกลายเป็นแผลเป็นบุ๋มเมื่ออายุประมาณ 2 เดือนโดยไม่ต้องให้การดูแลและรักษาใด ๆ ทารกบางคนอาจมีฝีขนาดใหญ่ แตก และมีหนองไหล และเป็นฝีอยู่นานกว่า 2 เดือน หากมีลักษณะดังกล่าว ให้การดูแลโดยเช็ดแผลด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุก และเช็ดรอบแผลด้วยแอลกอฮอล์  70 % วันละหลาย ๆ ครั้งจนกว่าแผลแห้ง  
  6. ผื่นผ้าอ้อม (Diaper rash)
    เป็นการอักเสบของผิวหนังจากการระคายเคืองของสิ่งที่มาสัมผัส (irritant contact dermatitis) การตอบสนองต่อความชื้นเกิน  การเสียดสี การสัมผัสปัสสาวะหรืออุจจาระที่นานเกิน การคั่งค้างของน้ำยาซักผ้าอ้อม การอับแฉะ  หรือสารที่ใช้ทาผิวหนัง ทำให้ผิวหนังใต้ผ้าอ้อมแดง มักเป็นผื่นและเม็ดตุ่มพองขนาดเล็ก หรือเม็ดพองขนาดใหญ่

    การป้องกัน ผิวหนังใต้ผ้าอ้อมต้องดูแลให้แห้งและสะอาด อย่าปล่อยให้แช่อุจจาระหรือปัสสาวะ   ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม รีบล้างให้ทั่วด้วยสบู่อ่อน ๆ และน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง  หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอ้อมทั้งวัน  อาจทาสารปกป้องผิวหนัง เช่น zinc oxide paste หลังการทำความสะอาดจนทั่ว

    การรักษา   ทาผื่นด้วยขี้ผึ้ง 1% hydrocortisone ทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม จนกว่าผื่นหาย
  7. ภาวะตัวเหลือง (Physiologic Jaundice) เกิดจากตัวของทารกยังทำหน้าที่ในการขับถ่าย bilirubin ได้ไม่สมบูรณ์ จะเกิดในวันที่ 2-3 หลังเกิด  ควรกระตุ้นการขับถ่ายบิริรูบินโดยให้ทารกดูดน้ำและนมมากๆ  เพื่อขับ bilirubin  ออกมาทางอุจจาระ  ปัสสาวะ  สังเกตอาการตัวเหลือง  ทารกจะเริ่มเหลืองจากบริเวณใบหน้าเข้าหาลำตัว  แขน ขา สุดท้ายที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า หากมากขึ้นหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยควรรีบมาพบแพทย์ นอกจากนี้ยังพบภาวะตัวเหลืองจากการกินนมมารดา (Breast milk Jaundice)  สาเหตุเกิดจากในนมแม่มีสาร pregnanediol  และ B-glucuronidase ซึ่งทำให้เกิดภาวะเหลือง พบ 2-4 % ในทารกที่กินนมแม่ จะเหลืองในวันที่ 3-5 หลังคลอดและจะเหลืองนาน 2-3 เดือน การดูแลคือให้ทารกกินนมมารดาต่อไป และให้มารดางดอาหารที่มีแคโรทีนสูง เช่น มะละกอ ฟักทอง เป็นต้น
  8. ภาวะตื่นบ่อยเวลากลางคืน พบได้บ่อยในทารกช่วง1 เดือนแรก ทารกมักจะหลับในเวลากลางวัน และตื่นในเวลากลางคืน ซึ่งจะทำให้มารดาเครียดและพักผ่อนไม่พอ การดูแลคือ เวลากลางวันที่ทารกตื่น ให้เล่นกับทารก เพื่อให้หลับในเวลากลางคืน หากทารกตื่นในเวลากลางคืนไม่ควรเปิดไฟมาเล่นกับทารกเพราะจะทำให้ทารกเคยชิน ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบ ลดสิ่งกระตุ้น ปิดไฟ เวลานอน
  9. อุบัติเหตุ ที่พบบ่อยได้แก่ การสำลักน้ำ/นม และหายใจไม่ออกเนื่องจากมีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ     การสำลักน้ำหรือนม ป้องกันโดยมารดาต้องอุ้มทารกเวลาให้นม หลังให้นมแล้วควรจับเรอเอาลมออกมา เมื่อจะให้ทารกนอนควรจัดท่านอนให้ตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง กรณีที่ ทารกสำลักนม ควรใช้ลูกสูบยางแดงดูดเอาเศษนม น้ำมูก และน้ำลายออกจากปากและจมูกให้หมด หากอาการไม่ดีขึ้น ตัวเขียว ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล ส่วนการป้องกันสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ ควรจัดหาที่นอนที่ไม่อ่อนนุ่มเกินไป

 

บทบาทของพยาบาลในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในทารกแรกเกิด

  1. ในระยะแรกเกิดทันที (Immediate care) 
    1.1  การดูแลอุณหภูมิร่างกายแรกเกิดอุณหภูมิร่างกายของทารกจะลดลงทันที ควรเช็ดตัวทารกให้แห้ง และให้ความอบอุ่นโดยการห่อตัวและวางทารกไว้ใต้เครื่องให้ความอบอุ่นเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน
    1.2  ประเมิน Apgar score ในนาทีที่ 1 และนาทีที่ 5 เพื่อประเมินอาการทารกอย่างรวดเร็ว
    1.3  การดูแลทางเดินหายใจ ดูดเมือกในปากและจมูกทารกด้วยลูกสูบยางแดง เพื่อป้องกันการสูดสำลักสิ่งคัดหลั่ง
    1.4  ผูกสายสะดือ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดจากรกไหลเข้าสู่ทารกมากเกินไป
    1.5  ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก ในช่วง sensitive period เช็ดตัวทารกให้แห้ง วางทารกบนตัวมารดา ถ้าเป็นไปได้ให้ทารกดูดนมมารดาการให้มารดากับทารกได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน ได้สัมผัสกันเร็วที่สุดภายหลังคลอด จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างมารดากับทารก (maternal-infant bonding) และการพรากมารดากับทารกในระยะหลังคลอดจะเป็นอันตรายต่อการสร้างความผูกพันของมารดาต่อบุตร    โดยให้มีการสัมผัสตั้งแต่ชั่วโมงแรกหลังคลอด ให้โอกาสมารดากับทารกได้ประสานสายตา หรือจ้องมองกัน (visual contact) ให้มารดาสัมผัสทารก พูดคุยกับทารก และให้ทารกได้ดูดนมมารดา ก่อนที่จะหยอดตาด้วยซิลเวอร์ไนเตรทโดยหลังคลอด
    1.6  การป้องกันการติดเชื้อ หยอดตาเพื่อป้องกันการอักเสบของตาที่เกิดจากการติดเชื้อสำหรับยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับนโยบายของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง (occulent-T ointment หรือ 1% AgNO3) การหยอดตาควรทำภายหลังการส่งเสริมสัมพันธภาพเพื่อให้เกิด eye to eye contact และให้การดูแลทารกโดยใช้หลัก universal precaution
  2. การดูแลในหน่วยทารกแรกเกิด

    2.1 การดูแลทางด้านร่างกาย 
         2.1.1 ทางเดินหายใจ  ถ้ามีน้ำคัดหลั่งอุดตันในจมูก ดูแลโดยดูดเสมหะและเช็ดทำความสะอาดให้จัดทารกให้อยู่ในท่านอนศีรษะสูงตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ควรรัดแน่นเกินไปเพื่อส่งเสริมการขยายตัวของปอด
         2.1.2 การควบคุมอุณหภูมิ ดูแลให้ทารกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมของหน่วยทารกแรกเกิด คือ 26-28 องศาเซลเซียส เพื่อให้ทารกมีอุณหภูมิร่างกายทารกอยู่ระหว่าง 36.5-37.5 องศาเซลเซียส
         2.1.3 การป้องกันการติดเชื้อ / การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน โดยการล้างมือก่อนและหลังให้การพยาบาล จำกัดคนเยี่ยมที่มีการติดเชื้อเช่น ไข้หวัด  และให้วัคซีนป้องกันโรคได้แก่ HBV บริเวณขาขวา ป้องกันตับอักเสบ  วัคซีน BCG  ฉีดบริเวณต้นแขนขวา   ป้องกันวัณโรค
         2.1.4 ป้องกันภาวะเลือดออก โดยให้ vit k1 prophylaxis (0.5-1 mg ทาง IM) เพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยการแข็งตัวของเลือด
         2.1.5 ดูแลการได้รับสารอาหาร: ส่งเสริมการได้รับนมมารดา สังเกตความสามารถในการรับนม อาการผิดปกติ ขณะและหลังให้นม
         2.1.6  สังเกตอาการผิดปกติต่างๆ เช่น การติดเชื้อ ผื่น หรือปัญหาสุขภาพต่างๆ

    2.2  การดูแลด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม
         2.2.1 ส่งเสริมให้มีการสร้างความผูกพันระหว่างบิดา มารดา กับทารก (infant parent attachment) โดยเร็วที่สุด  ควรนำทารกไปอยู่กับมารดาโดยเร็วที่สุด ให้แม่ได้อยู่กับทารก หลีกเลี่ยงการแยกทารกจากมารดา ให้แม่มีส่วนร่วมในการดูแลทารกและเข้าไปในหออภิบาลทารกแรกเกิด    นอกจากส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ยังช่วยลดภาระของพยาบาล ลดการติดเชื้อ  ป้องกันทารกถูกทอดทิ้งและทารกกลับบ้านได้เร็วขึ้น ประเมินสัมพันธภาพของบิดามารดาที่แสดงต่อทารกเพื่อให้การช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ส่งเสริมให้บิดามารดามีส่วนร่วมในการดูแล
         2.2.2  ตอบสนองความต้องการด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม สัมผัสทารกด้วยความนุ่มนวล เบามือ ก่อนทำกิจกรรมกับทารกต้องเตรียมทารกก่อนโดยการสัมผัสเบาๆ ให้ทารกทราบว่าจะมีกิจกรรมต่อไป  พยาบาลต้องไวต่อพฤติกรรมและปฏิกิริยาของทารกของทารกเช่น อาการหิว ง่วง ไม่สุขสบาย ต้องประเมินให้ได้เพื่อจะได้ตอบสนองความต้องการได้ถูกต้อง และตรงกับความต้องการ นอกจากนี้การเล่นหยอกล้อ พูดคุยด้วยเสียงที่นุ่มนวล เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

    2.3 การดูแลด้านพัฒนาการ  ประกอบด้วย ควบคุมความสว่างโดยการปิดไฟในหอผู้ป่วยบางจุด และ/หรือการคลุมตู้อบ  ควบคุมระดับความดังในหอผู้ป่วย และความดังของตู้อบขณะทำงาน จัดท่านอนของทารกให้อยู่ในท่าที่อยู่ในครรภ์  และจัดกิจกรรมการดูแลให้เสร็จในเวลาเดียวกันเพื่อป้องกันการรบกวนทารกมากเกินไป
  3. การดูแลเมื่อทารกไปอยู่กับมารดาที่หอผู้ป่วยหลังคลอด
    ทารกแรกเกิดเป็นวัยเริ่มต้นการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม มารดาเป็นบุคคลแรกที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทารกแรกเกิดมากที่สุด ดังนั้นการสอนหรือให้คำแนะนำแก่มารดาให้เข้าใจถึงพฤติกรรม และความต้องการของทารกแรกเกิด จะให้มารดาสามารถตอบสนองความต้องการของทารกแรกเกิดได้ถูกต้อง 
    1. บทบาทด้านการสอน แนะนำ ส่งเสริมให้มารดาตอบสนองทารกแรกเกิดด้วยความรัก เอาใจใส่ในเรื่อง
      1.1  การควบคุมอุณหภูมิ โดยการให้ความอบอุ่น ป้องกันภาวะ hypothermia และ hyperthermia
      1.2  อาหาร ให้นมเมื่อทารกหิว
      1.3 ให้หลับนอน พักผ่อนอยู่ในอากาศที่บริสุทธิ์ มีอากาศถ่ายเทดี มีแสงสว่างที่พอเหมาะ
      1.4 การ แสดงความสนใจเมื่อทารกร้องไห้ ซึ่งมีผลทำให้เขาเกิดความอบอุ่นทั้งร่างกายและจิตใจ เกิดความเชื่อมั่นในผู้เลี้ยงดู
      1.5  แสดงความรัก โดยการอุ้ม กอดรัด การสัมผัสอย่างนุ่มนวล  การอุ้มและการสัมผัสเป็นการกระตุ้นปลายประสาท ส่งผลไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีการเจริญเร็วขึ้น การศึกษาในปัจจุบันพบว่าการสัมผัส และการให้มีการเคลื่อนไหว มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกเป็นอย่างมาก
      1.6  แนะนำมารดาถึงวิธีสัมผัสทารก โดยเริ่มให้มารดามองสำรวจทั่วร่างกายของทารก สัมผัสด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาที่บริเวณใบหน้า แขน ขา ต่อจากนั้นเริ่มใช้ฝ่ามือสัมผัสตามตัวทารก และในที่สุดก็ให้โอบอุ้มมาแนบลำตัว แล้วลูบผม กดแก้มของตนเองกับแก้มของทารก หลังจากนั้นชั่วครู่จึงนำทารกไปเช็ดตาและให้การพยาบาลอื่นๆ ต่อไป
      1.7  เมื่อมารดาแข็งแรงแล้วให้นำทารกมาให้มารดาโดยเร็ว และกระตุ้นให้บิดามีส่วนร่วมในการดูแลทารกด้วย
      1.8 แนะนำวิธีการอุ้มโดยให้อุ้มไว้แนบอกด้านซ้าย ทำให้ทารกสามารถฟังเสียงการเต้นของหัวใจทารกได้ง่าย ซึ่งทารกจะรู้สึกอบอุ่น และคุ้นเคยกับเสียงนี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดามีผลทำให้เกิดความเชื่อมั่น ไว้วางใจต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เกิด
      1.9 แนะนำมารดาถึงวิธีการให้นมแม่ การอาบน้ำ การดูแลสายสะดือ การเช็ดตา การนำทารกมาตรวจตามนัด และเปิดโอกาสให้มารดาซักถามปัญหาต่างๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเลี้ยงดูทารก สามารถปรับตัวกับบทบาทการเป็นบิดามารดาที่ดีและตอบสนองความต้องการของทารกแรกเกิดได้ถูกต้อง โดยเฉพาะการตอบสนองเมื่อทารกร้องไห้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการร้องไห้เป็นวิธีสื่อความหมายเดียวที่สามารถทำได้ เพื่อบอกให้ทราบว่าต้องการความช่วยเหลือ เช่นรู้สึกหิวไม่สุขสบาย มารดาและบิดาจะต้องรีบหาสาเหตุและให้การช่วยเหลือทันที

  4. การวางแผนจำหน่ายมารดาและทารกออกจากโรงพยาบาล (Discharge planning)
         ทารกแรกเกิดปกติที่มีอายุครรภ์ครบกำหนดและผลการตรวจร่างกายปกติ มักอยู่โรงพยาบาลเพียง 2-3 วัน สำหรับบิดามารดาที่มีบุตรคนแรกมักมีความวิตกกังวลในเรื่องการดูแลทารกเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน  ดังนั้นบิดามารดาของทารกจึงมีความต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลทารกและต้องการฝึกปฏิบัติการดูแลทารก ดังนั้นพยาบาลประจำหออภิบาลทารกแรกเกิด จึงต้องให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้บิดามารดาคลายความวิตกกังวลและมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนในการดูแลทารก โดยจัดเตรียมการสอนและจัดเวลาที่เหมาะสมให้มารดารับรู้และมีทักษะในการดูแลทารก อย่างมีระบบและเป็นแบบแผนโดยหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลครั้งเดียว เพื่อให้บิดามารดามีพฤติกรรมที่ถูกต้องในเรื่องดังต่อไปนี้เมื่อนำทารกกลับไปดูแลที่บ้าน